มาตราสำคัญ 420 , 421 , 422 , 423 , 425 , 426 , 427 , 428 , 432 , 433 , 434 , 436 , 437 , 438 , 439 , 440 , 441 , 448 , 449 , 450 , 451
สรุปย่อสาระสำคัญ
1. การทำละเมิด
1.1 ตามมาตรา 420 บัญญัติว่า “ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิตก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี ท่านว่าผู้นั้นทำละเมิดจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น” หมายความว่า
- คำว่า ผู้ใด หมายถึง บุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคล เช่น ห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด บริษัทมหาชนจำกัด สมาคม มูลนิธิ นอกจากนี้ยังหมายรวมถึงกระทรวง ทบวง กรม วัด องค์กรต่าง ๆ ที่มีกฎหมายจัดตั้งขึ้นเป็นนิติบุคคล เช่น การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การรถไฟแห่งประเทศไทย หรือเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายพิเศษ เช่น กองทุนรวม
- คำว่า จงใจ หมายถึง ทำโดยรู้สำนึกถึงผลเสียหายที่จะเกิดขึ้นจากกระทำการนั้น
- การรู้สำนึก คือ รู้ถึงข้อเท็จจริงของการกระทำ คือ การเคลื่อนไหว หรือไม่เคลื่อนไหวร่างกายของตน ว่ามีผลอย่างไร และรู้ถึงข้อเท็จจริงว่า การกระทำของตนเองนั้นจะเกิด หรือก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นอย่างไรบ้าง ซึ่งตามป.อ. มาตรา 59 วรรคสอง ก็ให้ความหมายของคำว่า กระทำโดยเจตนา คือ กระทำโดยรู้สำนึกในการที่กระทำเช่นเดียวกัน เราจึงเทียบเคียงความหมายของคำว่า จงใจ ตามมาตรานี้ กับความหมายของคำว่า เจตนาในทางอาญา ตามป.อ. มาตรา 59 วรรคสอง ได้
- ตามป.อ. มาตรา 59 วรรคสอง เราสามารถแบ่งการกระทำออกเป็น 2 ประการ คือ
- 1. ประสงค์ต่อผล คือ ผู้กระทำรู้ข้อเท็จจริงว่า การกระทำของตนเป็นอย่างไร และรู้ว่าการกระทำของตนจะเกิดผลขึ้นอย่างใด และผู้กระทำมีความประสงค์ หรือมีความมุ่งหมายให้ผลนั้นเกิดขึ้นจากการกระทำของตนเอง เช่น ผู้กระทำทราบว่าการขว้างก้อนหินไปถูกนาย A คือ การทำให้นาย A ได้รับบาดเจ็บ ทั้งผลที่เกิดขึ้น คือ บาดแผล หรือความเจ็บปวดที่นาย A จะได้รับ และผู้กระทำประสงค์ให้นาย A ได้รับบาดเจ็บ จึงขว้างก้อนกหินไปถูกนาย A
- 2. ย่อมเล็งเห็นผล คือ ผู้กระทำรู้ข้อเท็จจริงว่า การกระทำของตนเป็นอย่างไร และรู้ว่าการกระทำของตนจะเกิดผลขึ้นอย่างใดแน่นอน แต่ผู้กระทำไม่มีความประสงค์ หรือไม่มีความมุ่งหมายให้ผลนั้นเกิดขึ้นจากการกระทำของตนเอง แต่ผู้กระทำก็ยังตัดสินใจที่จะกระทำการนั้น เช่น ผู้กระทำทราบว่าการยิงปืนลูกซองไปที่นกซึ่งเกาะอยู่บนไหล่ของนาย B. คือ การกระทำที่ทำให้กระสุนปืนลูกซองอาจกระจายไปถูกนาย B.ได้รับบาดเจ็บ ทั้งผลที่เกิดขึ้น ก็คือ บาดแผล หรือความเจ็บปวดที่นาย B. จะได้รับ แต่ผู้กระทำไม่ได้ประสงค์ใหผลนั้นเกิดขึ้นกับนาย B. แต่ผู้กระทำก็ไม่ใส่ใจยังคงยิงปืนไปที่นกดังกล่าว จนทำให้กระสุนปืนลูกซองกระจายไปถูกนาย B.ได้รับบาดเจ็บ
- นอกจากนี้ยังมีระดับที่ต่ำลงมากว่าย่อมเล็งเห็นผล คือ ผู้กระทำรู้ข้อเท็จจริงว่า การกระทำของตนเป็นอย่างไร และรู้ว่าการกระทำของตนจะเกิดผลขึ้นอย่างไร แต่ผลที่เกิดขึ้นนั้นอาจจะเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้นก็ได้ ไม่แน่นอน แม้ผู้กระทำไม่มีความประสงค์ หรือไม่มีความมุ่งหมายให้ผลนั้นเกิดขึ้นจากการกระทำของตนเอง แต่ผู้กระทำก็ยังตัดสินใจที่จะกระทำการนั้น เช่น ผู้กระทำทราบว่าการขว้างก้อนหินไปถูกผู้อื่น คือ การทำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บ ทั้งผลที่เกิดขึ้น ก็คือ บาดแผล หรือความเจ็บปวดที่ผู้อื่นจะได้รับ และผู้กระทำทราบว่าการขว้างก้อนหินเข้าไปในรถโดยสารที่มีผู้โดยสารเพียงไม่กี่คน ก้อนหินนั้นอาจจะถูกผู้โดยสารคนใดคนหนึ่ง หรืออาจจะไม่ถูกผู้โดยสารคนใดคนหนึ่งก็ได้ และผู้กระทำก็ไม่ได้มีความประสงค์ หรือมีความมุ่งหมายให้ผู้โดยสารคนใดได้รับบาดเจ็บจากก้อนหินนั้น แต่ผู้กระทำก็ไม่ใส่ใจยังคงขว้างก้อนหินเข้าไปในรถโดยสารคันดังกล่าว ทำให้ก้อนหินไปถูกผู้โดยสารคนหนึ่งได้รับบาดเจ็บ
- ข้อแตกต่างระหว่างข้อ 2 ย่อมเล็งเห็นผล และในระดับที่ต่ำลงมากว่าย่อมเล็งเห็นผลคือ การกระทำในข้อ 2 ผลนั้นจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ส่วนในระดับที่ต่ำลงมากว่าย่อมเล็งเห็นผล ผลนั้นอาจจะเกิดขึ้น หรือไม่เกิดขึ้นก็ได้ ไม่แน่นอน
- ตามป.อ. มาตรา 59 วรรคสอง คงถือการกระทำในข้อ 1 ประสงค์ต่อผล และข้อ 2 ย่อมเล็งเห็นผล เป็นการกระทำโดยเจตนาเท่านั้น ส่วนการกระทำในระดับที่ต่ำลงมากว่าย่อมเล็งเห็นผลไม่ถือเป็นการกระทำโดยเจตนา แต่ถือเป็นการกระทำโดยประมาท
- การกระทำในข้อ 1 ประสงค์ต่อผล และข้อ 2 ย่อมเล็งเห็นผล ถือเป็นการกระทำโดยจงใจ ตามความหมายในมาตรานี้ด้วย
- สำหรับการกระทำในระดับที่ต่ำลงมากว่าย่อมเล็งเห็นผล ถ้าผู้กระทำยังรู้สำนึก หรือรู้ข้อเท็จจริงในการกระทำของตนเองว่ามีผลอย่างไร และรู้ว่าการกระทำของตนเองนั้นจะเกิดผลหรือก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นอย่างไรอยู่ การกระทำในระดับที่ต่ำลงมากว่าย่อมเล็งเห็นผล ก็ถือเป็นการกระทำโดยจงใจ ตามความหมายในมาตรานี้เช่นกัน
- คำว่า ประมาทเลินเล่อ หมายถึง การกระทำที่ไม่ใช่จงใจ แต่เป็นการกระทำโดยปราศจากความระมัดระวัง ซึ่งผู้ทำละเมิดควรจะต้องมีตามวิสัย และพฤติการณ์ ทั้งผู้ทำละเมิดสามารถใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่ไม่ได้ใช้ให้เพียงพอ
- ประมาทเลินเล่อตามมาตรานี้ มีความหมายเดียวกันกับกระทำโดยประมาทตามป.อ. มาตรา 59 วรรคสี่
- ตามป.อ. มาตรา 59 วรรคสี่ ใช้คำว่า “ประมาท” ส่วนตามมาตรานี้ใช้คำว่า “ประมาทเลินเล่อ”
- วิสัย คือ ความสำนึก หรือความมีสติ หรือความคิดได้ ในความระมัดระวังของบุคคลทั่วไป ในกรณีการกระทำโดยประมาทนี้ เราต้องนึกบุคคลที่จะยกขึ้นเปรียบเทียบกับผู้กระทำไว้ในใจ ซึ่งบุคคลที่จะยกขึ้นเปรียบเทียบนี้จะต้องมีข้อเท็จจริงภายนอก หรืออัตวิสัย หรือ Subjective หรือสภาวะทางร่างกายเหมือนกับผู้กระทำทุกประการ เช่น เป็นเด็ก หรือเป็นผู้ใหญ่ หรือเป็นคนเจ็บป่วย หรือเป็นคนชรา หรือเป็นคนพิการ เพียงแต่ความระมัดระวังจะต้องใช้ระดับ หรือภาวะวิสัยของคนทั่วไป ไม่ใช่ของผู้กระทำเพียงอย่างเดียวเท่านั้น และต้องไม่ยกบุคคลซึ่งเป็นคนทั่วไปขึ้นเปรียบเทียบกับผู้กระทำด้วย เช่น ผู้กระทำเป็นเด็ก แต่ยกบุคคลที่เป็นผู้ใหญ่ขึ้นเปรียบเทียบ ไม่ได้
- พฤติการณ์ คือ สภาพแวดล้อมภายนอก หรือภาวะวิสัย หรือ Objective เช่น ในขณะที่ฝนตก หรือในขณะที่ฝนไม่ตก หรือเป็นเวลากลางวัน หรือเป็นเวลากลางคืน หรือในขณะที่ถนนลื่น หรือในขณะที่ถนนไม่ลื่น หรือถนนที่มีรถยนต์พลุกพล่าน หรือถนนที่มีรถยนต์ว่างหรือภายในบ้าน หรือภายในสถานที่ราชการ หรือในสวนสาธารณะ หรือในป่า
- แม้ ป.พ.พ. จะแบ่งความประมาทออกเป็น 2 ระดับ คือ ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง กับประมาทเลินเล่อ ตามมาตราคงใช้ระดับประมาทเลินเล่อเท่านั้น
- ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง เช่น มาตรา 879 ที่บัญญัติให้ผู้รับประกัยภัยไม่ต้องรับผิดในความวินาศภัยหรือเหตุอื่นซึ่งได้ระบุไว้ในสัญญานั้นได้เกิดขึ้น เพราะความทุจริต หรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง เช่น ผู้เอาประกันภัยสูบบุหรี่ในปั๊มน้ำมัน ซึ่งผู้เอาประกันภัยรู้อยู่แล้วว่า ตนเองกำลังสูบบุหรี่อยู่ในปั๊มน้ำมัน และการสูบบุหรี่ในปั๊มน้ำมันอาจทำให้เกิดเพลิงไหม้ได้ แต่ผู้เอาประกันภัยก็ไม่ใส่ใจยังคงสูบบุหรี่ในปั๊มน้ำมัน จนทำให้เกิดเพลิงไหม้ขึ้น กรณีนี้ถือว่าผู้เอาประกันภัยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง แตกต่างจากการที่ผู้เอาประกันภัยสูบบุหรี่ แต่ไม่รู้ว่าบริเวณดังกล่าวเป็นปั๊มน้ำมัน ผู้เอาประกันภัยจึงได้สูบบุหรี่และทำให้เกิดเพลิงไหม้ กรณีนี้ถือว่าผู้เอาประกันภัยประมาทเลินเล่อ เท่านั้น
- และตามมาตรา 441 ก็บัญญัติถึงความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง เพื่อเป็นข้อยกเว้นมิให้การชำระค่าสินไหมทดแทนแก่บุคคลซึ่งเป็นผู้ครองทรัพย์เป็นอันหลุดพ้นไป
- การกระทำโดยประมาทตามป.อ. มาตรา 59 วรรคสี่ จนเป็นเหตุให้ทรัพย์สินของผู้อื่นเสียหาย ไม่ถือเป็นความผิดตามป.อ. แต่การกระทำโดยประมาทเลินเล่อทำให้ทรัพย์สินของผู้อื่นเสียหายตามมาตรานี้ ถือเป็นละเมิด
- ในลักษณะละเมิดไม่มีบทบัญญัติเรื่อง การพยายามกระทำละเมิด มีแต่บัญญัติว่า การกระทำใดเป็นละเมิด หรือไม่เป็นละเมิดเท่านั้น แม้ว่าตามป.อ. มาตรา 80 การพยายามกระทำความผิดโดยเจตนาจะถือเป็นความผิด และการกระทำโดยประมาทไม่มีการพยายามกระทำความผิดก็ตาม
- คำว่า ทำต่อบุคคลอื่น หมายถึง มีการทำละเมิดต่อผู้อื่น ซึ่งอาจบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลก็ได้
- คำว่า โดยผิดกฎหมาย หมายถึง มีกฎหมายห้ามไว้โดยชัดแจ้ง รวมทั้งไม่มีกฎหมายให้ทำได้หรือไม่มีกฎหมายห้ามไว้ แต่การกระทำนั้นเป็นการรบกวนสิทธิของบุคคลอื่น
- ในทางแพ่ง มีหลักว่า ถ้าไม่มีกฎหมายห้าม ย่อมทำได้ ซึ่งแบ่งออกได้ 5 ประการ คือ
- 1. มีกฎหมายอนุญาตให้ทำได้ และการกระทำนั้นไม่เป็นการรบกวนสิทธิของบุคคลอื่น บุคคลย่อมสามารถกระทำการนั้นได้ เช่น การทำนิติกรรมตามมาตรา 149 หรือผู้ที่จับสัตว์ป่าได้ในที่รกร้างว่างเปล่า หรือในที่สาธารณะ ผู้ที่จับสัตว์ป่าได้ย่อมเป็นเจ้าของสัตว์ ตามมาตรา 1321
- 2. มีกฎหมายอนุญาตให้ทำได้ แต่การกระทำนั้นเป็นการรบกวนสิทธิของบุคคลอื่น บุคคลย่อมสามารถกระทำการนั้นได้ เช่น เจ้าของที่ดินสามารถตัดรากไม้ซึ่งรุกเข้ามาจากที่ดินข้างเคียงและเอาไว้ได้ ตามมาตรา 1347 หรือเจ้าของที่ดินแปลงที่ถูกล้อมอยู่ ย่อมสามารถจะผ่านที่ดินแปลงที่ล้อมอยู่นั้น ออกไปสู่ทางสาธารณะได้ ตามมาตรา 1349 วรรคหนึ่ง
- 3. ไม่มีกฎหมายห้าม และการกระทำนั้นไม่เป็นการรบกวนสิทธิของบุคคลอื่น บุคคลย่อมสามารถกระทำการนั้นได้ เช่น ในการคืนทรัพย์ที่ฝากไว้ คู่สัญญาจะตกลงกันให้ผู้รับฝากเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย แตกต่างไปจากที่บัญญัติไว้ในมาตรา 667 ก็ได้
- 4. ไม่มีกฎหมายห้าม แต่การกระทำนั้นเป็นการรบกวนสิทธิของบุคคลอื่น บุคคลย่อมไม่สามารถกระทำการนั้นได้ เช่น เจ้าของที่ดินขุดดินในที่ดินของตนเองไปขาย จนเป็นหลุมลึกมาก จนอาจทำให้ที่ดินข้างเคียงซึ่งปลูกบ้านอยู่พังทลายลงไปในหลุมได้
- 5. มีกฎหมายห้าม หรือมีกฎหมายบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด บุคคลย่อมไม่สามารถกระทำการนั้นได้ เช่น ตามมาตรา 1341 ห้ามเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ทำหลังคาหรือการปลูกสร้างอย่างอื่น ซึ่งทำให้น้ำฝนตกลงทรัพย์สินซึ่อยู่ติดต่อกัน หรือตามป.อ. มาตรา 295 ที่บัญญัติว่า “ผู้ใดทำร้ายผู้อื่น จนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจของผู้อื่นนั้น ผู้นั้นกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกาย…”
- การกระทำในข้อ 4 และข้อ 5 ถือเป็นการกระทำโดยผิดกฎหมาย ตามมาตรานี้
- การกระทำความผิดในทางอาญา แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ
- 1. การกระทำความผิดที่รัฐเป็นผู้เสียหาย เช่น การทำให้เกิดความเสียหายแก่สถานที่ราชการซึ่งเป็นทรัพย์ที่ใช้เพื่อสาธารณประโยชน์ ตามป.อ. มาตรา 360 หรือการก่อสร้าง แผ้วถาง หรือเผาป่า โดยไม่ได้รับอนุญาต ตามพ.ร.บ.ป่าไม้ฯ มาตรา 54
- 2. การกระทำความผิดที่เอกชนเป็นผู้เสียหาย เช่น การทำร้ายร่างกาย ตามป.อ. มาตรา 295 หรือการลักทรัพย์ ตามป.อ. มาตรา 334
- 3. การกระทำความผิดที่กระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม เช่น การผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองเฮโรอีน โดยไม่ได้รับอนุญาต ตามประมวลกฎหมายยาเสพติดฯ หรือการอนุญาตจัดให้มี หรือเข้าเล่น หรือเข้าพนัน ตามพ.ร.บ.การพนันฯ มาตรา 4
- การกระทำความผิดทางอาญาในข้อ 1 และข้อ 2 เป็นการกระทำโดยผิดกฎหมายตามมาตรานี้ เพราะมีความเสียหายเกิดขึ้นแก่ผู้อื่น จึงเป็นหนี้ที่ผู้ทำละเมิดจะต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ตามมาตรา 438
- แต่การกระทำความผิดทางอาญาในข้อ 3 ไม่เป็นการกระทำโดยผิดกฎหมาย ตามมาตรานี้ เพราะไม่มีความเสียหายเกิดขึ้นแก่ผู้ใดโดยแน่ชัด แต่เป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ความสงบสุขของสังคม คือ สาธารณชน แม้จะถือว่ารัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย แต่รัฐก็เป็นผู้เสียหายแทนสังคมเท่านั้น ไม่ถือว่าสังคมเป็นผู้อื่น ตามมาตรานี้
- คำว่า โดยผิดกฎหมาย ตามมาตรานี้ ทำให้เราสามารถแยกความแตกต่างระหว่างการทำละเมิด กับการทำนิติกรรมสัญญา ตามมาตรา 149 ได้โดยแน่ชัด แม้ว่าการทำละเมิดและการทำนิติกรรมสัญญาจะเป็นบ่อเกิดแห่งหนี้เหมือนกัน กล่าวคือ
- การทำละเมิด เป็นการกระทำโดยผิดกฎหมาย แต่
- การทำนิติกรรมสัญญา เป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งการชอบด้วยกฎหมาย ไม่ได้หมายถึงว่า ต้องมีการปฏิบัติตามกฎหมายทุกประการจึงจะถือว่าเป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมาย การทำนิติกรรมสัญญาตามที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยชอบแล้วแม้ต่อมาจะมีการผิดสัญญา ก็ยังถือว่าเป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมายอยู่ เพราะในการทำนิติกรรมสัญญา คู่สัญญาย่อมมีการชำระหนี้ให้แก่กันตามที่กฎหมายบัญญัติ การผิดสัญญาก็เพียงแต่มีการบังคับให้ชำระหนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้เท่านั้น ซึ่งก็ถือว่าเป็นการชำระหนี้อย่างหนึ่งเช่นกัน
- ในทางแพ่ง มีหลักว่า ถ้าไม่มีกฎหมายห้าม ย่อมทำได้ ซึ่งแบ่งออกได้ 5 ประการ คือ
- คำว่า ให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิตก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี หมายถึง ทำให้ผู้อื่นเกิดความเสียหาย แก่
- ชีวิต คือ เสียชีวิต
- อนามัย คือ ได้รับบาดเจ็บ หรือเจ็บป่วย
- เสรีภาพ คือ ทำให้ไม่สามารถทำในสิ่งที่คิดได้ เช่น เอาตัวเขามากักขังไว้ ทำให้เขาเดินทางไปไหนมาไหนไม่ได้ หรือข่มขู่เขาทำให้เขาเข้าประมูลงานไม่ได้
- ทรัพย์สิน คือ ทำให้ทรัพย์สินให้ใช้การไม่ได้ หรือทำให้ทรัพย์สินสูญหาย รวมถึงทำให้ไม่สามารถใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินต่าง ๆ ได้ตามสิทธิด้วย เช่น สร้างกำแพงรั้วจนสูงปิดบังทัศนวิสัย ทำให้ที่ดินข้างเคียงไม่เห็นแสงสว่าง และบังทิศทางลม จนเจ้าของที่ดินข้างเคียงต้องติดเครื่องปรับอากาศ หรือเปิดหลอดไฟฟ้าอยู่ตลอดเวลา ไม่สามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินของตนในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ได้อย่างเต็มที่
- สิทธิอย่างอื่น คือ สิทธิอื่น ๆ ที่กฎหมายบัญญัติไว้ เช่น สิทธิในการรักษาพยาบาลตามพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
- ชีวิต อนามัย เสรีภาพ ทรัพย์สิน หรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่ปรากฏในมาตรานี้ เป็นเพียงการยกตัวอย่างเท่านั้น บุคคลอื่นอาจมีความเสียหายในเรื่องอื่น ๆ อีกก็ได้ เช่น
- หน้าที่ เช่น เอาตัวเขามากักขังไว้ทำให้เขานำเงินค่าเช่าซื้อ ซึ่งเป็นหน้าที่ตามสัญญามาชำระไม่ทันตามที่กำหนดไว้ในสัญญาเช่าซื้อ 2 งวด ติดกัน ทำให้เขาต้องถูกริบเงินค่าเช่าซื้อที่ชำระมาแล้ว และทรัพย์สินที่เช่าซื้อต้องกลับคืนไปอยู่ในครอบครองของเจ้าของทรัพย์สิน หรือผู้ให้เช่าซื้อ
- ชื่อเสียง เช่น แกล้งบอกว่านาย A เป็นคนชอบเล่นการพนัน หรือชอบผิดนัดไม่ชำระหนี้ ซึ่งไม่เป็นความจริง ทำให้นาย A เสียชื่อเสียงไม่สามารถกู้ยืมเงินมาใช้ในการประกอบธุรกิจได้
- อาชีพ เช่น แกล้งลดราคาสินค้าของตนมากกว่าร้านค้าข้างเคียง ทำให้ไม่มีลูกค้าไปซื้อสินค้าที่ร้านค้าข้างเคียง จนเขาต้องปิดกิจการร้านขายของไป
- ทางทำมาหาได้ เช่น แกล้งกล่าวหาว่านาย B ชอบทิ้งงานที่มีผู้ว่าจ้าง ทำให้ไม่มีคนมาจ้างนาย B ทำการก่อสร้างอีก
- คำว่า ท่านว่าผู้นั้นทำละเมิด หมายถึง ผู้กระทำตกเป็นลูกหนี้ในมูลหนี้ประเภท มูลละเมิด โดยมีผู้ถูกทำละเมิดเป็นเจ้าหนี้
- ตามมาตรา 206 ผู้ทำละเมิดซึ่งตกเป็นลูกหนี้ในมูลละเมิด ถือว่าผิดนัดนับตั้งแต่เวลาที่ทำละเมิด โดยผู้ถูกทำละเมิดซึ่งมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ไม่ต้องบอกกล่าวทวงถามให้ผู้ทำละเมิดชำระหนี้ตามมาตรา 204 ก่อน
- คำว่า จำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น หมายถึง ผู้ทำละเมิดต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ตามมาตรา 438 ในเหตุละเมิดนั้นให้แก่ผู้ถูกทำละเมิด เมื่อผู้ถูกทำละเมิดทวงถาม หรือฟ้องให้ชำระหนี้
- ในอดีตการทำละเมิดไม่เป็นคดีประเภทหนึ่งแยกต่างหากอย่างในปัจจุบัน เดิมมีเพียงการดำเนินคดีแพ่ง คือ นิติกรรมสัญญา กับการดำเนินคดีอาญาเท่านั้น ละเมิดคงเป็นเพียงคำขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือค่าเสียหายในคดีอาญา ที่เรียกว่า อาญาสินไหม เท่านั้น
- อาญาสินไหม เป็นคดีอาญาประเภทที่มีคำขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือค่าเสียหายมาในคดีด้วย คดีอาญาที่มีการขอค่าสินไหมทดแทนหรือค่าเสียหายมาด้วยนี้ ก็จะเรียกคดีอาญาประเภทนี้ว่า อาญาสินไหม
- ต่อมาจึงมีการแยกคำขอค่าสินไหมทดแทนหรือค่าเสียหายในคดีอาญา ออกมาดำเนินการในทางแพ่งต่างหากจากคดีอาญา เนื่องจากการกระทำบางอย่างแม้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น แต่ก็ไม่เป็นความผิดในทางอาญา เช่น การกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ทรัพย์สินของผู้อื่นเสียหาย ไม่เป็นความผิดตามป.อ. หรือการใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น ก็ไม่เป็นความผิดตามป.อ. เช่นเดียวกัน จึงมีการดำเนินคดีแก่การกระทำในลักษณะดังกล่าวเป็นคดีละเมิดอย่างในปัจจุบัน
- เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการ One stop service ในปัจจุบันตามป.วิ.อ. มาตรา 44/1 จึงบัญญัติให้ ผู้เสียหายสามารถยื่นคำร้องเข้ามาในคดีอาญาที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่ตน คือ คดีที่มีการทำอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย จิตใจ เสรีภาพ หรือมีการทำให้เกิดความเสียหายทรัพย์สินเพื่อขอค่าสินไหมทดแทนหรือค่าเสียหายซึ่งพนักงานอัยการเป็นโจทก์ได้ โดยไม่ต้องให้ผู้เสียหายไปยื่นฟ้องเป็นคดีละเมิดเพื่อเรียกค่าสินไหมทดแทนหรือค่าเสียหายแยกต่างหากอีกคดีหนึ่ง ซึ่งทำให้เสียเวลาของคู่ความและพยาน ทั้งยังทำให้ศาลต้องพิจารณาคดีละเมิดเพิ่มขึ้นจากคดีอาญาเป็นอีกคดีหนึ่งด้วย
- ตามป.วิ.อ. มาตรา 44/1 จึงทำให้ในปัจจุบันคดีอาญาที่ต้องมีการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือค่าเสียหาย กลับไปดำเนินคดีอย่างคดีอาญาสินไหมเหมือนในอดีตอีก แต่คดีละเมิดในปัจจุบันก็ยังคงมีการดำเนินคดีละเมิดในกรณีอื่น ๆ ที่ไม่เป็นความผิดในทางอาญาอยู่เช่นกัน
1.2 ตามมาตรา 421 บัญญัติว่า “การใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะให้เกิดเสียหายแก่บุคคลอื่นนั้น ท่านว่าเป็นการอันมิชอบด้วยกฎหมาย” หมายความว่า
- คำว่า การใช้สิทธิ หมายถึง เป็นการใช้สิทธิ หรือเสรีภาพอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น กรรมสิทธิ์ หรือสิทธิครอบครอง หรือสิทธิตามสัญญา หรือเสรีภาพในการพูด หรือเสรีภาพในการกระทำที่มีอยู่แล้วของผู้ทำละเมิด
- คำว่า ซึ่งมีแต่จะให้เกิดเสียหายแก่บุคคลอื่นนั้น หมายถึง เป็นการกระทำที่ประสงค์ให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 2 ประการ คือ
- 1. การใช้สิทธิเพื่อจะแกล้งบุคคลอื่นให้ได้รับความเสียหาย เช่น เจ้าของร้านค้าจะลดราคาสินค้าในร้านของตนเองลงอย่างใด ย่อมเป็นสิทธิในการประกอบอาชีพของตนที่จะทำเช่นนั้นได้ แต่ถ้าเจ้าของร้านค้าลดราคาสินค้าในร้านของตนเองลง เพื่อให้ลูกค้ามาซื้อสินค้าที่ร้านของตนไม่ไปซื้อสินค้าที่ร้านข้างเคียง โดยมีความประสงค์ที่จะแกล้งเจ้าของร้านข้างเคียงให้ต้องปิดกิจการ เป็นเหตุให้เจ้าของร้านข้างเคียงได้รับความเสียหายต้องเสียรายได้ การกระทำของเจ้าของร้านค้าจึงเป็นการใช้สิทธิเพื่อจะให้เจ้าของร้านข้างเคียงได้รับความเสียหาย
- 2. การใช้สิทธิเกินส่วน คือ การที่ผู้กระทำไม่ได้ใส่ใจว่า การใช้สิทธิของตนนั้น จะทำให้บุคคลอื่นได้รับความเสียหายอย่างใด หรือไม่ แต่ผู้กระทำก็ไม่มีเจตนาที่จะแกล้งบุคคลใดด้วย เช่น เจ้าของที่ดินสร้างกำแพงรั้วจนสูงปิดบังทัศนวิสัย ทำให้ที่ดินข้างเคียงไม่เห็นแสงสว่าง และบังทิศทางลม จนเจ้าของที่ดินข้างเคียงต้องติดเครื่องปรับอากาศ หรือเปิดหลอดไฟฟ้าอยู่ตลอดเวลา เสียค่าไฟฟ้าแต่ละเดือนเพิ่มขึ้นอย่างมาก แม้เจ้าของที่ดินจะไม่มีเจตนาที่จะสร้างกำแพงรั้วจนสูงเพื่อแกล้งเจ้าของที่ดินข้างเคียงก็ตาม แต่การกระทำของเจ้าของที่ดินเป็นการใช้สิทธิในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินเกินส่วนจนกระทบสิทธิในการใช้ประโยชน์ในที่ดินของเจ้าของที่ดินข้างเคียง
- คำว่า ท่านว่าเป็นการอันมิชอบด้วยกฎหมาย หมายถึง เป็นการทำละเมิดต่อผู้อื่นและถือว่าเป็นการใช้สิทธิที่ไม่ถูกต้องตามที่กฎหมายบัญญัติไว้
- มาตรานี้เป็นการทำละเมิดในอีกลักษณะหนึ่ง นอกเหนือไปจากมาตรา 420 เมื่อมีการใช้สิทธิเพื่อจะแกล้งบุคคลอื่น หรือมีการใช้สิทธิเกินส่วน และทำให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่น ย่อมเป็นการทำละเมิดต่อผู้อื่นตามความหมายในมาตรานี้แล้ว ไม่จำต้องพิจารณาว่า ผู้กระทำจะทำโดยจงใจ หรือประมาทเลินเล่อตามมาตรา 420 อีก
- ตั้งแต่มาตรา 421 ถึงมาตรา 437 เป็นบทบัญญัติที่เกี่ยวกับการทำละเมิดในลักษณะต่าง ๆ นอกเหนือจากมาตรา 420
- มาตรานี้ไม่ใช่เป็นเพียงบทสันนิษฐานของคำว่า โดยผิดกฎหมาย ตามมาตรา 420
1.3 ตามมาตรา 422 บัญญัติว่า “ถ้าความเสียหายเกิดแต่การฝ่าฝืนบทบังคับแห่งกฎหมายใดอันมีที่ประสงค์เพื่อจะปกป้องบุคคลอื่น ๆ ผู้ใดทำการฝ่าฝืนเช่นนั้น ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้นั้นเป็นผู้ผิด” หมายความว่า
- คำว่า ถ้าความเสียหายเกิดแต่ หมายถึง มีความเสียหายเกิดขึ้นกับบุคคลอื่น อันเกิดจากเหตุตามที่บัญญัติไว้ในข้อความถัดไป
- คำว่า การฝ่าฝืนบทบังคับแห่งกฎหมายใด หมายถึง ผู้ทำละเมิดได้ทำการฝ่าฝืนบทบัญญัติของกฎหมาย ในกรณีนี้รวมถึงกฎกระทรวง หรือประกาศที่ออกตามกฎหมายนั้น ๆ ด้วย
- คำว่า อันมีที่ประสงค์เพื่อจะปกป้องบุคคลอื่น ๆ หมายถึง กฎหมายที่มีวัตถุประสงค์ หรือมีบทบัญญัติที่กำหนดขึ้นเพื่อความปลอดภัยของสาธารณชนหรือบุคคลอื่นที่ต้องเข้ามาปฏิบัติตามกฎหมายนั้น เช่น พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ หรือพ.ร.บ.การเดินอากาศฯ
- คำว่า ผู้ใดทำการฝ่าฝืนเช่นนั้น ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้นั้นเป็นผู้ผิด หมายถึง ผู้ที่ฝ่าฝืนกฎหมายที่มีวัตถุประสงค์ หรือมีบทบัญญัติที่กำหนดขึ้นเพื่อความปลอดภัยของสาธารณชนหรือบุคคลอื่นที่ต้องเข้ามาปฏิบัติตามกฎหมายนั้น เมื่อเกิดความเสียหายขึ้นกับบุคคลอื่นแล้ว ก็ให้สันนิษฐานเบื้องต้นว่า ผู้ทำการฝ่าฝืนบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวนั้น เป็นผู้ทำละเมิด
- มาตรานี้เป็นเพียงบทสันนิษฐานไม่เด็ดขาด ไม่ใช่บทสันนิษฐานเด็ดขาดที่ให้ถือว่าเป็น เหมือนที่บัญญัติในมาตรา 421 ผู้กระทำจึงสามารถนำสืบหักล้างได้ว่า ไม่ได้กระทำการฝ่าฝืนบทบัญญัติของกฎหมายตามที่กล่าวอ้าง
- ตามมาตรานี้ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า ผู้ทำการฝ่าฝืนบทบัญญัติของกฎหมายที่มีวัตถุประสงค์ หรือมีบทบัญญัติที่กำหนดขึ้นเพื่อความปลอดภัยของสาธารณชนหรือบุคคลอื่นที่ต้องเข้ามาปฏิบัติตามกฎหมายนั้นเป็นผู้ทำละเมิด ดังนั้น ผู้ทำการฝ่าฝืนจึงมีภาระการพิสูจน์ ตามป.วิ.พ. มาตรา 84/1 ว่า ไม่ได้ทำการฝ่าฝืนบทบัญญัติของกฎหมายตามที่กล่าวอ้าง
- แต่ถ้าผู้ทำการฝ่าฝืนต่อสู้ว่า กฎหมายที่ฝ่าฝืนนั้น ไม่ใช่เป็นกฎหมายที่มีวัตถุประสงค์หรือมีบทบัญญัติที่กำหนดขึ้นเพื่อความปลอดภัยของสาธารณชนหรือบุคคลอื่น เป็นเรื่องการตีความกฎหมาย ถือเป็นปัญหาข้อกฎหมายซึ่งศาลสามารถตีความได้เอง ไม่สามารถนำสืบในประเด็นดังกล่าวนี้ได้
-
มาตรานี้เป็นการทำละเมิดในอีกลักษณะหนึ่ง นอกเหนือไปจากมาตรา 420 เมื่อมีการฝ่าฝืนบทบัญญัติของกฎหมายที่มีวัตถุประสงค์หรือมีบทบัญญัติที่กำหนดขึ้นเพื่อความปลอดภัยของสาธารณชนหรือบุคคลอื่น และทำให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่น ย่อมเป็นการทำละเมิดต่อผู้อื่นตามความหมายในมาตรานี้แล้ว ไม่จำต้องพิจารณาว่า ผู้นั้นทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อตามมาตรา 420 อีก
1.4 ตามมาตรา 423 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “ผู้ใดกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริงเป็นที่เสียหายแก่ชื่อเสียงหรือเกียรติคุณของบุคคลอื่นก็ดี หรือเป็นที่เสียหายแก่ทางทำมาหาได้หรือทางเจริญของเขาโดยประการอื่นก็ดี ท่านว่าผู้นั้นจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่เขาเพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ อันเกิดแต่การนั้น แม้ทั้งเมื่อตนมิได้รู้ว่าข้อความนั้นไม่จริง แต่หากควรจะรู้ได้” หมายความว่า
- คำว่า ผู้ใด หมายถึง บุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคล มีความหมายเช่นเดียวกับมาตรา 420
- คำว่า กล่าว หมายถึง การพูด หรือการบอกกล่าว หรือการให้สัมภาษณ์ หรือการอภิปราย หรือการให้ข่าว หรือการถกเถียง หรือการโต้วาที หรือการแสดงความคิดเห็น หรือการปาฐกถา หรือการบรรยาย หรือการเล่าเรื่อง หรือการรายงานข่าว หรือการพูดคุยโทรศัพท์ หรือการตั้งวงสนทนา หรือการแสดงภาพยนต์ หรือการแสดงละคร เพื่อสื่อความเข้าใจให้แก่บุคคลอื่น ด้วยความหมายของถ้อยคำที่พูด
- คำว่า ไข หมายถึง แสดงออกให้ผู้อื่นรับรู้
- คำว่า ข่าว หมายถึง ข้อความหรือข้อเท็จจริงหรือเรื่องราวที่ต้องการให้ผู้อื่นรับรู้
- คำว่า แพร่หลาย หมายถึง ทำให้ข้อเท็จจริงหรือเรื่องราวนั้นแพร่หลายหรือกระจายออกไปในวงกว้าง ไม่ว่าด้วย
- การเขียนในลักษณะต่าง ๆ เช่น จดหมาย หรือจดหมายเวียน หรือหนังสือเวียน หรือบันทึก หรือบันทึกข้อความ หรือบทความ หรือข่าว หรือข้อความสั้น หรือข้อความย่อ หรือหนังสือ หรือคำกลอน หรือการแต่งเพลง หรือนิทาน หรือเรื่องสั้น หรือการโพสต์ลงในเว็ปไซต์หรือในอินเตอร์เน็ต
- การทำให้ข้อเท็จจริงหรือเรื่องราวที่มีการเขียนหรือการพูดกันอยู่แล้วแพร่หลาย หรือกระจายออกไป เช่น การช่วยประกาศในสื่อต่าง ๆ หรือช่วยแสดงทางป้ายโฆษณา หรือ Billboard หรือป้ายคัทเอาท์ การช่วยพูดต่อ ๆ กันออกไป การช่วยประกาศในรถประจำทางต่าง ๆ หรือในห้างสรรพสินค้า หรือในร้านอาหาร หรือในผับ หรือในสนามกีฬาต่าง ๆ หรือการติดป้ายผ้าในที่ต่าง ๆ
- การส่งต่อข้อความ หรือการแชร์ข้อความเกี่ยวกับข้อเท็จจริงหรือเรื่องราวที่มีการเขียนหรือการพูดกันนั้น ด้วยสื่ออิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ เช่น ไลน์ หรือเฟชบุ๊ค หรืออินสตาแกรม
- การนำเสนอข่าวเกี่ยวกับข้อเท็จจริงหรือเรื่องราวที่มีการเขียนหรือการพูดกันนั้น เช่น การรายงานข่าวประจำวันที่เกิดขึ้นทางโทรทัศน์ หรือทางวิทยุ หรือทางอินเตอร์เน็ต
- การโพสต์ข้อความเกี่ยวกับข้อเท็จจริงหรือเรื่องราวที่มีการเขียนหรือการพูดกันนั้นในกระดานข่าวตามเว็บไซต์ต่าง ๆ
- คำว่า ซึ่งข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริง หมายถึง ข้อเท็จจริงหรือเรื่องราวที่มีการเขียนหรือการพูดกันนั้น ไม่เป็นไปตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในอดีตหรือปัจจุบัน
- ตามมาตรานี้ไม่ได้ใช้คำว่า อันเป็นเท็จ ซึ่งหมายถึง ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในอดีตหรือในปัจจุบัน เหมือนป.อ. มาตรา 137 แต่ใช้คำว่า อันฝ่าฝืนต่อความจริง จึงมีความหมายที่ไม่ตรงกันเสียทีเดียว
- หากเป็นการกล่าวหรือแสดงข้อเท็จจริงหรือเรื่องราวที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ย่อมถือเป็นการคาดเดา ไม่สามารถบอกได้ว่าข้อเท็จจริงหรือเรื่องราวที่กล่าวหรือไขข่าวนั้น ไม่เป็นไปตามข้อเท็จจริงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตหรือไม่ แต่การกล่าวหรือแสดงข้อเท็จจริงหรือเรื่องราวที่จะเกิดขึ้นในอนาคตที่อาจทำให้เกิดความตื่นตระหนก หรือต้องการให้เกิดความไม่สงบขึ้นในสังคม ก็อาจเป็นความผิดขึ้นได้
- ถ้าการกล่าวหรือแสดงถึงข้อเท็จจริงหรือเรื่องราวที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนั้น มีข้อเท็จจริงหรือเรื่องราวที่สามารถเชื่อมโยงกลับมาถึงปัจจุบันได้ และไม่เป็นไปตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในปัจจุบันแล้ว ก็ถือเป็นข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริง ตามมาตรานี้ได้ เช่น กล่าวว่าอีก 3 เดือน นางสาว ก จะคลอดบุตร แสดงว่าในปัจจุบันนางสาว ก กำลังตั้งครรภ์อยู่ แต่ตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นปรากฏว่านางสาว ก ไม่ได้ตั้งครรภ์ ย่อมเป็นการกล่าวข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริงตามมาตรานี้
- คำว่า เป็นที่เสียหาย หมายถึง ทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น
- คำว่า แก่ชื่อเสียงหรือเกียรติคุณของบุคคลอื่นก็ดี หรือเป็นที่เสียหายแก่ทางทำมาหาได้หรือทางเจริญของเขาโดยประการอื่นก็ดี หมายถึง
- ชื่อเสียง คือ การได้รับการยอมรับ หรือได้รับการยกย่อง หรือได้รับการนับถือ หรือได้รับการเชิดชูจากบุคคลอื่น หรือความมีหน้ามีตา หรือความมีศักดิ์ศรีของบุคคลในสังคม
- เกียรติคุณ คือ ผลงานหรือการกระทำของบุคคลที่ได้กระทำมา ซึ่งเป็นการเอื้อเฟื้อ หรือเป็นคุณประโยชน์แก่ผู้อื่นหรือสังคม เช่น การบริจาคทรัพย์สินเพื่อช่วยเหลือบุคคลอื่น หรือเพื่อช่วยเหลือสังคมเมื่อมีภัยพิบัติ หรือแก่องค์กรทางศาสนา หรือแก่องค์กรสาธารณประโยชน์อื่น ๆ อยู่เสมอ หรือการสอนหนังสือให้ความรู้แก่เยาวชน หรือประชาชนมาเป็นระยะเวลานาน หรือการรักษาพยาบาลให้แก่ประชาชนมาเป็นเวลานาน หรือช่วยเหลือทางราชการอยู่เสมอ
- แต่การทำงานที่ไม่มีความผิดพลาดมาเป็นระยะเวลานาน บางกรณีไม่ถือเป็นการทำคุณประโยชน์แก่ผู้อื่นหรือสังคม เพราะการทำงานตามปกติ ย่อมต้องทำโดยไม่ให้เกิดความผิดพลาดอยู่แล้วเป็นธรรมดา
- ทางทำมาหาได้ คือ การงานอาชีพ หรือการประกอบอาชีพ หรือช่องทางในการประกอบอาชีพ หรือช่องทางในการแสวงหารายได้ เช่น การขยายช่องทางในการจำหน่ายสินค้า หรือการเพิ่มชนิดของสินค้าในร้าน หรือในบริษัท หรือห้างสรรพสินค้า หรือการขยายธุรกิจ หรือการขยายสาขา
- ทางเจริญ คือ ความก้าวหน้าในหน้าที่การงานหรือในอาชีพ เช่น การได้เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งให้สูงขึ้น
- โดยประการอื่น คือ ที่กล่าวอ้างมาเป็นเพียงการยกตัวอย่างเท่านั้น ถ้าเขาต้องเสียหายไม่สามารถเจริญก้าวหน้าในชีวิต หรือในผลงาน หรือในประวัติการทำงาน หรือในการทำคุณความดี หรือในหน้าที่การงาน หรือในอาชีพอย่างอื่นอีก ก็อยู่ในความหมายของมาตรานี้เช่นกัน
- คำว่า ท่านว่าผู้นั้นจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่เขาเพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ อันเกิดแต่การนั้น หมายถึง ผู้นั้นเป็นผู้ทำละเมิด ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตามมาตรา 438 ให้แก่ผู้ถูกทำละเมิด
- มาตรานี้เป็นการทำละเมิดในอีกลักษณะหนึ่ง นอกเหนือไปจากมาตรา 420 เมื่อมีการกล่าวหรือไขข่าว ซึ่งขัดกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น และทำให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่น ย่อมเป็นการทำละเมิดต่อผู้อื่นตามความหมายในมาตรานี้แล้ว ไม่จำต้องพิจารณาว่า ผู้นั้นทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อตามมาตรา 420 อีก
- คำว่า แม้ทั้งเมื่อตนมิได้รู้ว่าข้อความนั้นไม่จริง แต่หากควรจะรู้ได้ หมายถึง การกล่าวหรือไขข่าว ซึ่งขัดกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น และทำให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่นนั้น ผู้กล่าวหรือไขข่าวจะรู้หรือไม่รู้ว่า ข้อความหรือข้อเท็จจริงหรือเรื่องราวที่ตนกล่าวหรือไขข่าวนั้น ตรงหรือไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นหรือไม่ก็ตาม ถ้าผู้กล่าวหรือไขข่าวนั้นสามารถที่จะรู้ หรือสามารถที่จะสอบถาม หรือสามารถที่จะค้นหาข้อมูลได้ว่า ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นนั้นเป็นอย่างไร แต่ตนเองก็ไม่ได้สอบถาม หรือไม่ได้ค้นหาข้อมูลนั้นมาให้ดีพอ ก่อนที่จะกล่าวหรือไขข่าว ซึ่งไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นนั้น ผู้กล่าวหรือไขข่าวนั้นก็ต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งสิ้น
- คำว่า แต่หากควรจะรู้ได้ คือ การแสดงถึงภาระการพิสูจน์หรือหน้าที่นำสืบของผู้ถูกทำละเมิด หรือโจทก์ที่จะต้องนำสืบให้ศาลเห็นได้เช่นนั้นเสียก่อน จึงจะเข้าเงื่อนไขที่ผู้กล่าวหรือไขข่าวนั้นจะต้องรับผิด
- แต่การนำสืบว่า ผู้ทำละเมิดควรจะรู้ได้ดังกล่าว เป็นอัตวิสัย หรือ Subjective หรือความรู้สึกภายในของผู้ทำละเมิด ซึ่งบุคคลอื่นอาจไม่รู้ว่าผู้ทำละเมิดรู้หรือไม่รู้อย่างไร เว้นแต่ผู้ทำละเมิดจะบอกออกมา แต่เราก็สามารถนำสืบในลักษณะเปรียบเทียบได้ว่า คนอื่น ๆ ที่ได้รู้ข้อความหรือข้อเท็จจริงหรือเรื่องราวที่มีการกล่าวหรือไขข่าว ซึ่งมีภาวะวิสัย หรือ Objective เหมือนผู้ทำละเมิด เช่น อยู่ในชุมชนเดียวกัน หรือมีอาชีพเดียวกัน หรือมีความสามารถในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารอย่างเดียวกัน หรือมีเพื่อนกลุ่มเดียวกัน หรือรับรู้ข้อความหรือข้อเท็จจริงหรือเรื่องราวที่มีการกล่าวหรือไขข่าวมาพร้อมกัน หรือจากที่เดียวกันกับผู้ทำละเมิด ยังสามารถรู้ได้ว่าข้อความหรือข้อเท็จจริงหรือเรื่องราวที่มีการกล่าวหรือไขข่าวนั้นขัดกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ดังนั้น ผู้ทำละเมิดย่อมควรจะรู้ได้ว่า ข้อความหรือข้อเท็จจริงหรือเรื่องราวที่มีการกล่าวหรือไขข่าวนั้นขัดกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเช่นเดียวกัน เป็นการนำสืบในทางภาวะวิสัย หรือ Objective ซึ่งนำสืบได้ง่ายกว่า
-
และคำว่า ควรจะรู้ได้ ก็ไม่ได้หมายความถึงว่า ผู้ทำละเมิดรู้ว่าข้อความหรือข้อเท็จจริงหรือเรื่องราวที่กล่าวหรือไขข่าวนั้นขัดกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น แค่ผู้ทำละเมิดสามารถที่จะรู้ หรือสามารถที่จะสอบถาม หรือสามารถที่จะค้นหาข้อมูลได้ ผู้ทำละเมิดก็ต้องรับผิดตามมาตรานี้แล้ว
1.5 ตามมาตรา 423 วรรคสอง บัญญัติว่า “ผู้ใดส่งข่าวสารอันตนมิได้รู้ว่าเป็นความไม่จริง หากว่าตนเองหรือผู้รับข่าวสารนั้นมีทางได้เสียโดยชอบในการนั้นด้วยแล้ว ท่านว่าเพียงที่ส่งข่าวสารเช่นนั้นหาทำให้ผู้นั้นต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนไม่” หมายความว่า
- คำว่า ผู้ใด หมายถึง บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล มีความหมายเช่นเดียวกับมาตรา 420
- คำว่า ส่ง หมายถึง ส่งต่อ หรือทำให้แพร่หลาย หรือทำให้กระจายออกไปให้บุคคลอื่นรับรู้เพิ่มมากขึ้น หรือแชร์ให้ผู้อื่นทราบ ไม่ว่าจะทำโดยวิธีใด เช่น การส่งจดหมาย หรือการส่งหนังสือเวียน หรือการส่งบันทึกข้อความ หรือการพูดโทรศัพท์ หรือการพูดทาง Video call หรือการประชุมผ่าน Video conferrence หรือการส่ง Fax หรือการส่งทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ เช่น อีเมล์ หรือไลน์ หรือเฟชบุ๊ค หรืออินสตาแกรม หรือการพูดทางวิทยุสื่อสาร หรือการจัดประชุมสัมมนา มีความหมายเช่นเดียวกับคำว่า ไขข่าวแพร่หลาย ตามวรรคหนึ่ง ดังนั้น ผู้ส่งข้อความตามวรรคสองนี้ จึงเป็นผู้ไขข่าวตามวรรคหนึ่งด้วย
- คำว่า ข่าวสาร หมายถึง ข้อความหรือข้อเท็จจริงหรือเรื่องราวที่ต้องการให้คนอื่นรับรู้ มีความหมายเช่นเดียวกับคำว่า ข่าว ตามความในวรรคหนึ่ง
- คำว่า อันตนมิได้รู้ว่าเป็นความไม่จริง หมายถึง ผู้ส่งข้อความหรือผู้ไขข่าวนั้น ไม่ได้รู้ว่าข้อความหรือข้อเท็จจริงหรือเรื่องราวที่ตนเองส่งต่อไปให้ผู้อื่นนั้น ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น
- ตามวรรคสองนี้ เป็นข้อที่ผู้ส่งข้อความหรือผู้ไขข่าว จะยกขึ้นกล่าวอ้างเพื่อให้ตนเองไม่ต้องรับผิดตามที่บัญญัติไว้วรรคหนึ่ง ไม่ใช่หน้าที่ของผู้ถูกทำละเมิดจะต้องนำสืบว่า ผู้ส่งข้อความหรือผู้ไขข่าวรู้ว่า ข้อความหรือข้อเท็จจริงหรือเรื่องราวที่ตนเองส่งต่อไปให้ผู้อื่นนั้น ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ผู้ถูกทำละเมิดคงมีหน้าที่นำสืบให้ได้ความตามวรรคหนึ่งเท่านั้น
- ผู้ส่งข้อความหรือผู้ไขข่าวจึงมีภาระการพิสูจน์ตามวรรคสองนี้ ตามป.วิ.พ. มาตรา 84/1 เนื่องจากตนเองเป็นผู้กล่าวอ้างข้อเท็จจริงตามที่บัญญัติไว้ในวรรคสองนี้ ขึ้นกล่าวอ้างไว้ในคำให้การ
- คำว่า หากว่าตนเองหรือผู้รับข่าวสารนั้น หมายถึง ทั้งผู้ส่งข้อความหรือผู้ไขข่าว และผู้รับข้อความที่ผู้ส่งข้อความส่งต่อไปให้นั้น
- คำว่า หรือ มีความหมายถึง อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้งสองอย่างก็ได้ ในกรณีนี้หมายถึง ทั้งผู้ส่งข้อความหรือผู้ไขข่าวและผู้รับข้อความ
- คำว่า มีทางได้เสีย หมายถึง มีส่วนได้เสีย หรือมีส่วนเกี่ยวข้อง หรือมีส่วนได้รับประโยชน์ หรือมีส่วนต้องเสียประโยชน์ จากข้อความหรือข้อเท็จจริงหรือเรื่องราวที่มีการส่งต่อกัน
- คำว่า โดยชอบ หมายถึง ความเกี่ยวข้องนั้นเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ เช่น เป็นคู่สัญญาในสัญญาที่เกี่ยวข้องกับข้อความหรือข้อเท็จจริงหรือเรื่องราวที่มีการส่งต่อนั้นด้วย หรือเป็นเจ้าหนี้หรือลูกหนี้ หรือเป็นผู้ถูกทำละเมิด หรือเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท หรือเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม หรือเป็นนายจ้างหรือลูกจ้างที่เกี่ยวข้องกับข้อความหรือข้อเท็จจริงหรือเรื่องราวที่มีการส่งต่อนั้นด้วย
- คำว่า ในการนั้นด้วยแล้ว หมายถึง ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับข้อความหรือข้อเท็จจริงหรือเรื่องราวที่มีการส่งต่อนั้นด้วย
- คำว่า ท่านว่าเพียงที่ส่งข่าวสารเช่นนั้น หมายถึง เฉพาะการส่งข้อความหรือข้อเท็จจริงหรือเรื่องราวที่มีการส่งต่อกันนั้น โดยผู้ส่งข้อความหรือผู้ไขข่าวต้องไม่มีการกระทำอื่นใดอีก เช่น การกล่าวยืนยัน หรือให้ความเห็นเกี่ยวกับข้อความหรือข้อเท็จจริงหรือเรื่องราวที่มีการส่งต่อกันนั้น ซึ่งถือว่านอกจากการส่งข้อความหรือข้อเท็จจริงหรือเรื่องราวแล้ว ผู้ส่งข้อความหรือผู้ไขข่าวยังเป็นผู้กล่าวข้อความตามวรรคหนึ่งอีกด้วย
- คำว่า หาทำให้ผู้นั้นต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนไม่ หมายถึง ผู้ส่งข้อความหรือผู้ไขข่าวนั้น ไม่ใช่ผู้ทำละเมิด จึงไม่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามมาตรา 438 ให้แก่ผู้ที่ถูกทำละเมิดตามวรรคหนึ่ง
-
โดยผู้กล่าวหรือไขข่าวคนอื่น ๆ ที่ไม่ได้อยู่ในความหมายตามวรรคสองนี้ เป็นผู้ทำละเมิดที่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามมาตรา 438 ให้แก่ที่ผู้ถูกทำละเมิดตามวรรคหนึ่งอยู่แล้ว
-
1.6 ตามมาตรา 425 บัญญัติว่า “นายจ้างต้องร่วมกันรับผิดกับลูกจ้างในผลแห่งละเมิด ซึ่งลูกจ้างได้กระทำไปในทางการที่จ้างนั้น” หมายความว่า
- คำว่า นายจ้าง หมายถึง บุคคลซึ่งเป็นคู่สัญญาจ้างแรงงาน โดยมีบุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่า ลูกจ้าง ตกลงที่จะทำงานให้แก่ตน ตามมาตรานี้หมายเฉพาะสัญญาจ้างแรงงาน ตามมาตรา 575 เท่านั้น
- สัญญาจ้างทำของตามมาตรา 587 ไม่อยู่ในความหมายตามมาตรานี้ แต่อยู่ในความหมายตามมาตรา 428
- คำว่า ต้องร่วมกันรับผิดกับลูกจ้าง หมายถึง นายจ้างต้องรับผิด หรือถูกฟ้องให้รับผิดร่วมกับลูกจ้าง ในการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ตามมาตรา 438 ให้แก่บุคคลภายนอกที่ถูกลูกจ้างทำละเมิด
- นายจ้างต้องร่วมรับผิดกับลูกจ้างในการทำละเมิดของลูกจ้างตามมาตรานี้ เป็นเพียงการร่วมรับผิดในการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ตามมาตรา 438 ให้แก่บุคคลภายนอกที่ถูกลูกจ้างทำละเมิดเท่านั้น แต่ไม่ได้หมายความถึงว่า นายจ้างเป็นผู้ทำละเมิดร่วมกับลูกจ้างนั้นด้วย
- ในการรับผิดของนายจ้างตามมาตรานี้ เป็นการรับผิดอย่างเป็นลูกหนี้ร่วมตามมาตรา 291 กับลูกจ้าง เนื่องจากบุคคลภายนอกที่ถูกลูกจ้างทำละเมิดนั้น ย่อมสามารถเรียกให้นายจ้างชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ตนเองได้ทั้งหมด หรือโดยสิ้นเชิงได้
- ตามมาตรานี้ผู้ทำละเมิดคงมีเพียงลูกจ้างเท่านั้น เว้นแต่จะปรากฏข้อเท็จจริงว่า นายจ้างได้ร่วมกับลูกจ้างทำละเมิดต่อบุคคลภายนอก การที่นายจ้างร่วมทำละเมิดกับลูกจ้างไม่อยู่ในความหมายตามมาตรานี้
- เหตุที่มาตรานี้ให้นายจ้างต้องร่วมรับผิดกับลูกจ้าง เนื่องจากนายจ้างมีอำนาจควบคุมดูแลลูกจ้างในขณะปฏิบัติหน้าที่ แต่นายจ้างไม่ควบคุมดูแลลูกจ้างให้ดีจนทำให้ลูกจ้างไปทำละเมิดต่อบุคคลภายนอกได้ จึงได้บัญญัติให้นายจ้างต้องร่วมรับผิด หรือถูกฟ้องให้ร่วมรับผิดกับลูกจ้างด้วย
- เนื่องจากนายจ้างไม่ได้ร่วมทำละเมิดกับลูกจ้าง เมื่อนายจ้างได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามมาตรา 438 ให้แก่บุคคลภายนอกที่ถูกลูกจ้างทำละเมิดแล้ว นายจ้างย่อมสามารถเรียกค่าสินไหมทดแทนที่ได้ออกไปแทนลูกจ้าง พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี ตามมาตรา 7 คืนจากลูกจ้างที่เรียกว่า การไล่เบี้ย ได้ตามมาตรา 426
- คำว่า ซึ่งลูกจ้างได้กระทำไป หมายถึง การทำละเมิดที่ลูกจ้างได้ทำต่อบุคคลภายนอก
- คำว่า ในทางการที่จ้าง หมายถึง อยู่ในระหว่างที่ลูกจ้างทำงานหรือปฏิบัติหน้าที่ให้แก่นายจ้าง
- การพิจารณาว่า อยู่ในระหว่างที่ลูกจ้างทำงานหรือปฏิบัติหน้าที่ให้แก่นายจ้างหรือไม่ ย่อมนับตั้งแต่เวลาที่ลูกจ้างเริ่มทำงานหรือปฏิบัติหน้าที่ให้แก่นายจ้าง จนถึงเวลาสิ้นสุดการทำงานหรือปฏิบัติหน้าที่ให้แก่นายจ้างในวันนั้นแล้ว อาจเป็นเวลาทำงานหรือปฏิบีติหน้าที่ที่แน่นอน หรืออาจเป็นเวลาที่ไม่แน่นอนก็ได้ เช่น ลูกจ้างที่มีหน้าที่ขับรถเวลาทำงาน คือ เวลาที่ลูกจ้างยังคงขับรถอยู่ แม้ว่าจะเป็นเวลาก่อนเริ่มงานตามปกติ คือ 8.30 น. หรือหลังเวลาเลิกงานตามปกติ คือ 16.30 น. ก็ตาม แต่เมื่อลูกจ้างได้นำรถกลับมาจอดที่โรงรถของนายจ้าง จึงจะถือว่าลูกจ้างที่มีหน้าที่ขับรถได้สิ้นสุดการทำงานหรือปฏิบัติหน้าที่ในวันนั้นแล้ว
- การทำงานหรือปฏิบัติหน้าที่ให้แก่นายจ้างในแต่ละวันนั้น ก็ไม่ถึงกับจำกัดอยู่เฉพาะว่าต้องเป็นการทำงานหรือปฏิบัติหน้าที่ในสำนักงานของนายจ้าง หรือตามคำสั่งหรือตามระเบียบของนายจ้าง หรือตามเส้นทางที่นายจ้างกำหนดเท่านั้น ย่อมสามารถยืดหยุ่นได้เช่นเดียวกัน แม้ว่าสัญญาจ้างหรือคำสั่งหรือตามระเบียบของนายจ้างจะระบุไว้เช่นนั้น แต่ถ้าการทำละเมิดของลูกจ้างในระหว่างการทำงานหรือปฏิบัติหน้าที่ให้แก่นายจ้างนั้นเกิดขึ้น เนื่องจากลูกจ้างนำงานของนายจ้างมาทำนอกสำนักงานของนายจ้าง หรือทำนอกคำสั่งหรือทำนอกระเบียบของนายจ้างหรือนอกเส้นทางที่นายจ้างกำหนดไว้ ก็เป็นหน้าที่ของนายจ้างที่จะต้องสอดส่องดูแลลูกจ้างให้ปฏิบัติตามสัญญาจ้างหรือตามคำสั่งหรือตามระเบียบของตนโดยเคร่งครัด นายจ้างจะนำข้อสัญญาจ้างหรือนำคำสั่งหรือนำระเบียบของตนที่ระบุไว้เช่นนั้นมาใช้ยันต่อบุคคลภายนอกไม่ได้ เช่น ลูกจ้างขับรถไปส่งของโดยใช้เส้นทางอื่นนอกเหนือจากเส้นทางที่นายจ้างกำหนดไว้ เนื่องจากการจราจรติดขัดหรือเหตุอื่นใดก็ตาม แล้วลูกจ้างได้ขับรถชนรถคันอื่นก่อนที่จะนำรถมาจอดที่โรงรถ อันถือเป็นการสิ้นสุดการทำงานในวันนั้น ดังนี้ ถือว่าการทำละเมิดของลูกจ้างอยู่ในทางการที่จ้างตามมาตรานี้
- การทำงานหรือปฏิบัติหน้าที่ให้แก่นายจ้างในแต่ละวันนั้น ก็ไม่ได้หมายความถึงว่า ลูกจ้างจะไม่สามารถนำงานส่วนต้วมาทำควบคู่ไปด้วยไม่ได้ แม้ว่าสัญญาจ้าง หรือตามคำสั่งหรือตามระเบียบของนายจ้างจะระบุไว้เช่นนั้นก็ตาม แต่ก็สามารถยืดหยุ่นได้เช่นเดียวกัน ทั้งเป็นหน้าที่ของนายจ้างที่จะต้องสอดส่องดูแลลูกจ้างให้ปฏิบัติตามสัญญาจ้างหรือตามคำสั่งหรือตามระเบียบของตนโดยเคร่งครัด แต่หากลูกจ้างนำหรือทำการงานส่วนตัวควบคู่ไปด้วย และทำให้เกิดละเมิดต่อบุคคลภายนอกแล้ว นายจ้างก็จะนำข้อสัญญาจ้างหรือนำคำสั่งหรือนำระเบียบของตนที่ระบุไว้เช่นนั้นมาใช้ยันต่อบุคคลภายนอกไม่ได้ เช่น ลูกจ้างขับรถไปส่งของโดยใช้เส้นทางอื่นนอกเหนือจากเส้นทางที่นายจ้างกำหนดไว้ เนื่องจากต้องการจะขับไปทำธุระส่วนตัวหรือขับไปรับเพื่อนหรือเหตุอื่นใดก็ตาม แล้วลูกจ้างได้ขับรถชนรถคันอื่นก่อนที่จะนำรถมาจอดที่โรงรถ อันถือเป็นการสิ้นสุดการทำงานในวันนั้น ดังนี้ ถือว่าการทำละเมิดของลูกจ้างอยู่ในทางการที่จ้างตามมาตรานี้
- การเริ่มต้นทำงานหรือปฏิบัติหน้าที่ จนถึงสิ้นสุดการทำงานหรือปฏิบัติหน้าที่ให้แก่นายจ้างในแต่ละวันนั้น ไม่ได้ถือตายตัวตามเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญาจ้าง หรือตามคำสั่งหรือตามระเบียบของนายจ้าง สามารถยืดหยุ่นได้โดยอาจเป็นเวลาก่อนหรือหลังเวลาที่กำหนดไว้ตามปกติได้ แม้ว่าสัญญาจ้างหรือตามคำสั่งหรือตามระเบียบของนายจ้างจะระบุให้ลูกจ้างต้องทำงานหรือปฏิบัติหน้าที่ตามเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญาจ้าง หรือตามคำสั่งหรือตามระเบียบของนายจ้างก็ตาม แต่ถ้าการทำละเมิดของลูกจ้างในระหว่างการทำงานหรือปฏิบัติหน้าที่ให้แก่นายจ้างนั้นเกิดขึ้น เนื่องจากลูกจ้างได้ทำงานหรือปฏิบัติหน้าที่ให้แก่นายจ้างเกินเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญาจ้าง หรือเกินเวลาตามคำสั่งของนายจ้างที่กำหนดไว้ ก็เป็นหน้าที่ของนายจ้างที่จะต้องสอดส่องดูแลลูกจ้างให้ปฏิบัติตามสัญญาจ้างหรือตามคำสั่งหรือตามระเบียบของตนโดยเคร่งครัด นายจ้างจะนำข้อสัญญาจ้างหรือคำสั่งหรือระเบียบของตนที่ระบุไว้เช่นนั้นมาใช้ยันต่อบุคคลภายนอกไม่ได้ เช่น ลูกจ้างขับรถไปส่งของเกินเวลาที่นายจ้างกำหนด เนื่องจากการจราจรติดขัด หรือเหตุอื่นใดก็ตาม แล้วลูกจ้างได้ขับรถชนรถคันอื่นก่อนที่จะนำรถมาจอดที่โรงรถ อันถือเป็นการสิ้นสุดการทำงานในวันนั้น ดังนี้ ถือว่า การทำละเมิดของลูกจ้างนั้น อยู่ในทางการที่จ้างตามมาตรานี้
- แต่ถ้าลูกจ้างเจตนาที่จะกระทำความผิดทางอาญาต่อบุคคลภายนอก ซึ่งเป็นความผิดตามป.อ. หรือตามกฎหมายอื่นที่มีโทษทางอาญา ดังนี้ ไม่ถือว่าการกระทำความผิดทางอาญาของลูกจ้างต่อบุคคลภายนอกโดยเจตนานั้น เป็นการทำงานหรือปฏิบัติหน้าที่ให้แก่นายจ้างตามสัญญาจ้างหรือตามคำสั่งหรือตามระเบียบของนายจ้าง และไม่ถือว่าการกระทำความผิดทางอาญาของลูกจ้างดังกล่าว เป็นการกระทำในทางการที่จ้างตามมาตรานี้ เพราะการกระทำในทางการที่จ้างตามมาตรานี้ ถือเฉพาะการกระทำที่ก่อให้เกิดหนี้ในทางแพ่งเท่านั้น ไม่รวมถึงการกระทำที่ทำให้เกิดความรับผิดในทางอาญาด้วย
1.7 ตามมาตรา 426 บัญญัติว่า “นายจ้างซึ่งได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บุคคลภายนอกเพื่อละเมิดอันลูกจ้างได้ทำนั้น ชอบที่จะได้ชดใช้จากลูกจ้างนั้น” หมายความว่า
- คำว่า นายจ้างซึ่งได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บุคคลภายนอกเพื่อละเมิดอันลูกจ้างได้ทำนั้น หมายถึง นายจ้างซึ่งใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บุคคลภายนอกแทนลูกจ้างไปแล้ว สำหรับการความเสียหายที่ลูกจ้างได้ทำละเมิดต่อบุคคลภายนอกในทางการที่จ้าง
- คำว่า ชอบที่จะได้ชดใช้จากลูกจ้างนั้น หมายถึง นายจ้างที่ได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บุคคลภายนอกไปแล้วนั้น สามารถเรียกเงินค่าสินไหมทดแทนที่ตนเองได้ใช้ให้แก่บุคคลภายนอกแทนลูกจ้างไปคืนจากลูกจ้างได้ พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี ซึ่งเรียกว่า การไล่เบี้ย
1.8 ตามมาตรา 427 บัญญัติว่า “บทบัญญัติในมาตราทั้งสองก่อนนั้น ท่านให้ใช้บังคับแก่ตัวการและตัวแทนด้วยโดยอนุโลม” หมายความว่า
- คำว่า บทบัญญัติในมาตราทั้งสองก่อนนั้น หมายถึง บทบัญญัติในมาตรา 425 และมาตรา 426
- คำว่า ท่านให้ใช้บังคับแก่ตัวการและตัวแทนด้วยโดยอนุโลม หมายถึง ให้นำบทบัญญัติเรื่องความรับผิดของนายจ้างต่อบุคคลภายนอกในการกระทำละเมิดของลูกจ้างนั้น มาใช้บังคับให้ตัวการต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกในการกระทำละเมิดของตัวแทนของตนด้วย
- ความเป็นตัวการและตัวแทนกันตามมาตรานี้นั้น ต้องเป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในลักษณะ 15 เรื่องตัวแทน ซึ่งหมายความเฉพาะการแต่งตั้งตัวแทนให้ไปทำนิติกรรมแทนตัวการเท่านั้น การไหว้วานกันให้ไปเป็นตัวแทนในเรื่องอื่น ๆ ตามความหมายโดยทั่วไป ไม่อยู่ในความหมายของมาตรานี้
1.9 ตามมาตรา 428 บัญญัติว่า “ผู้ว่าจ้างทำของไม่ต้องรับผิดเพื่อความเสียหายอันผู้รับจ้างได้ก่อให้เกิดขึ้นแก่บุคคลภายนอกในระหว่างทำการงานที่ว่าจ้าง เว้นแต่ผู้ว่าจ้างจะเป็นผู้ผิดในส่วนการงานที่สั่งให้ทำหรือในคำสั่งที่ตนให้ไว้ หรือในการเลือกหาผู้รับจ้าง” หมายความว่า
- คำว่า ผู้ว่าจ้างทำของ หมายถึง บุคคลซึ่งเป็นคู่สัญญาจ้างทำของ ที่บุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่า ผู้รับจ้าง ตกลงจะทำการงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสำเร็จให้แก่ตน ตามมาตรานี้หมายเฉพาะสัญญาจ้างทำของตามมาตรา 587 เท่านั้น
- คำว่า ไม่ต้องรับผิดเพื่อความเสียหายอันผู้รับจ้างได้ก่อให้เกิดขึ้นแก่บุคคลภายนอก หมายถึง ไม่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามมาตรา 438 แก่บุคคลภายนอก สำหรับความเสียหายที่ผู้รับจ้างซึ่งทำการงานให้แก่ผู้ว่าจ้างได้ไปทำละเมิดต่อบุคคลภายนอก
- คำว่า ในระหว่างทำการงานที่ว่าจ้าง หมายถึง ในระหว่างที่ผู้รับจ้างยังทำการงานให้แก่ผู้ว่าจ้าง
- การพิจารณาว่า ผู้รับจ้างยังทำการงานให้แก่ผู้ว่าจ้างหรือไม่ ย่อมถือตั้งแต่เวลาที่ผู้รับจ้างเริ่มทำการงานให้แก่ผู้ว่าจ้าง จนถึงเวลาที่มีผลสำเร็จของการงานที่ทำให้แก่ผู้ว่าจ้างในคราวนั้นแล้ว เช่น ผู้รับจ้างที่รับสร้างบ้านทั้งหลัง ได้ส่งมอบบ้านทั้งหลังที่สร้างเสร็จพร้อมเข้าอยู่ให้แก่ผู้ว่าจ้าง และผู้ว่าจ้างได้ตรวจรับงานแล้ว หรือผู้รับจ้างที่รับสร้างบ้านเพียงบางส่วน โดยผู้ว่าจ้างได้แบ่งงานสร้างบ้านออกเป็นงวดงานหลายงวด และผู้รับจ้างได้ส่งมอบงานก่อสร้างตามที่ได้รับมอบหมายในงวดงานนั้นให้แก่ผู้ว่าจ้าง และผู้ว่าจ้างได้ตรวจรับงานแล้ว
- การเริ่มต้นทำการงานจนถึงมีผลสำเร็จของการงานที่ทำให้แก่ผู้ว่าจ้างในคราวนั้น ไม่ได้ถือตายตัวตามเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญาจ้างทำของ สามารถยืดหยุ่นได้ โดยผู้รับจ้างจะทำก่อนหรือเกินเวลาที่กำหนดไว้ก็ได้ แม้ว่าสัญญาจ้างทำของจะระบุให้ผู้รับจ้างต้องทำการงานตามเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญาจ้างทำของก็ตาม แต่ถ้าการทำละเมิดของผู้รับจ้างที่เกิดขึ้นในระหว่างทำการงานให้แก่ผู้ว่าจ้าง ก็เนื่องจากผู้รับจ้างทำการงานให้แก่ผู้ว่าจ้างเกินเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญาจ้างทำของ ผู้ว่าจ้างก็จะนำข้อสัญญาจ้างทำของที่ระบุไว้เช่นนั้นมาใช้ยันต่อบุคคลภายนอกไม่ได้
- ตามบทบัญญัติในลักษณะจ้างทำของ แม้ว่าผู้รับจ้างไม่จำต้องทำตามคำสั่งหรือระเบียบของผู้ว่าจ้าง และผู้ว่าจ้างก็ไม่มีสิทธิที่จะควบคุมการทำงานของผู้รับจ้างด้วย แต่ก็ไม่ได้ห้ามผู้รับจ้างที่จะทำตามคำสั่งหรือตามระเบียบของผู้ว่าจ้าง หรือที่ผู้ว่าจ้างจะเข้ามาควบคุมการทำงานของผู้รับจ้างแต่อย่างใด แม้จะมีการกระทำในลักษณะดังกล่าวก็ยังถือว่าในการทำการงานนั้น คงเป็นการทำการงานตามสัญญาจ้างทำของอยู่เช่นเดิม และไม่ได้ทำให้ผู้ว่าจ้างกลายเป็นนายจ้าง และผู้รับจ้างกลายเป็นลูกจ้างขึ้นมาแต่อย่างใด
- คำว่า เว้นแต่ผู้ว่าจ้างจะเป็นผู้ผิด หมายถึง ผู้ว่าจ้างเป็นผู้ก่อให้เกิดการละเมิดต่อบุคคลภายนอก ในส่วนที่เกี่ยวกับสัญญาจ้างในลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่บัญญัติไว้ในข้อความถัดไป
- คำว่า ในส่วนการงานที่สั่งให้ทำ หมายถึง ผู้ว่าจ้างเป็นผู้ทำสัญญาจ้างโดยให้ผู้รับจ้างทำการงานที่เป็นการละเมิดต่อบุคคลภายนอกนั้น เช่น ผู้ว่าจ้างทำสัญญาจ้างให้ผู้รับจ้างปลูกสร้างบ้านรุกล้ำที่ดินข้างเคียงของผู้อื่น จนทำให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าของที่ดินข้างเคียง ดังนี้ การงานที่ผู้ว่าจ้างสั่งให้ทำดังกล่าว ก่อให้เกิดการทำละเมิดแก่เจ้าของที่ดินข้างเคียง
- ในกรณีนี้ผู้ว่าจ้างย่อมมีลักษณะเป็นผู้ใช้หรือก่อให้ผู้รับจ้างทำละเมิดต่อผู้อื่น แต่บทบัญญัติในลักษณะละเมิดนี้ ไม่มีบทบัญญัติในเรื่องผู้ใช้หรือผู้สนับสนุน ที่รับโทษแตกต่างกันกับตัวการ เหมือนใน ป.อ. คงมีแต่ผู้ร่วมกระทำละเมิด และผู้ยุยงส่งเสริมหรือช่วยเหลือในการทำละเมิดที่ต้องร่วมกันรับผิดในลักษณะเช่นเดียวกับการร่วมกันก่อหนี้ ตามมาตรา 432 หรือในลักษณะรับผิดแทนผู้ทำละเมิดตามมาตรา 425 หรือมาตรา 427 หรือมาตรา 429 หรือมาตรา 430 เท่านั้น โดยเพ็งเล็งถึงความรับผิดในหนี้ของผู้ทำละเมิดหรือลูกหนี้แต่ละคนว่า ต้องรับผิดทั้งหมดหรือโดยสิ้นเชิงอย่างลูกหนี้ร่วมตามมาตรา 291 เท่านั้น ไม่ได้เพ็งเล็งถึงการกระทำของผู้ทำละเมิดแต่ละคนว่า ได้กระทำโดยไม่ถูกต้องต่างกันอย่างไร และต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนมากน้อยต่างกันอย่างใดเหมือนในป.อ.
- คำว่า ในคำสั่งที่ตนให้ไว้ หมายถึง ผู้ว่าจ้างเป็นผู้ทำสัญญาจ้างให้ผู้รับจ้างทำการงานที่ไม่เป็นละเมิดแก่บุคคลภายนอก แต่ผู้ว่าจ้างออกคำสั่งในการทำการงานนั้นแก่ผู้รับจ้าง ซึ่งคำสั่งดังกล่าวก่อให้เกิดการทำละเมิดต่อบุคคลภายนอก เช่น ผู้ว่าจ้างทำสัญญาจ้างให้ผู้รับจ้างปลูกสร้างบ้านในที่ดินของตนเอง ซึ่งการปลูกสร้างบ้านในที่ดินของตนเองไม่เป็นการทำละเมิดต่อบุคคลอื่น แต่ผู้ว่าจ้างออกคำสั่งให้ผู้รับจ้างสร้างฐานรากหรือเสาเข็มของบ้าน ด้วยวิธีการตอกซึ่งเสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่าวิธีการเจาะ แต่วิธีการตอกจะทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนมากกว่าวิธีการเจาะ และทำให้อาคารหรือบ้านในที่ดินข้างเคียงได้รับความเสียหายแตกร้าวได้ ดังนี้ คำสั่งของผู้ว่าจ้างดังกล่าวเป็นการก่อให้เกิดการทำละเมิดแก่เจ้าของอาคารหรือบ้านในที่ดินข้างเคียง
- คำว่า ในการเลือกหาผู้รับจ้าง หมายถึง ผู้ว่าจ้างทำสัญญาจ้างผู้รับจ้างที่ไม่สามารถทำการงานตามที่ว่าจ้างได้ จนเป็นเหตุการงานที่ผู้รับจ้างทำนั้นก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่น เช่น ผู้ว่าจ้างทำสัญญาจ้างให้ผู้รับจ้างปลูกสร้างบ้านในที่ดินของตนเอง ซึ่งการปลูกสร้างบ้านในที่ดินของตนเองไม่เป็นการทำละเมิดต่อบุคคลอื่น และผู้ว่าจ้างสั่งให้ผู้รับจ้างสร้างฐานรากหรือเสาเข็มของบ้านด้วยวิธีการเจาะซึ่งแม้จะเสียค่าใช้จ่ายมากกว่าวิธีการตอก แต่วิธีการเจาะจะเกิดแรงสั่นสะเทือนน้อยกว่าวิธีการตอกและไม่ทำให้อาคารหรือบ้านในที่ดินข้างเคียงได้รับความเสียหายแตกร้าว แต่ผู้รับจ้างไม่เคยปลูกสร้างบ้านมาก่อน บ้านที่สร้างเสร็จจึงไม่ได้มาตรฐานและเอียงไปทับอาคารหรือบ้านในที่ดินข้างเคียงได้รับความเสียหายแตกร้าว ดังนี้ การเลือกผู้รับจ้างดังกล่าวก่อให้เกิดการทำละเมิดแก่เจ้าของอาคารหรือบ้านในที่ดินข้างเคียง
- ตามมาตรานี้ในส่วนข้อยกเว้น เป็นการทำละเมิดของผู้ว่าจ้างในส่วนที่เกี่ยวกับผู้ว่าจ้างเอง คือ ในส่วนการงานที่ผู้ว่าจ้างสั่งให้ทำ หรือในส่วนคำสั่งของผู้ว่าจ้าง หรือในส่วนที่เกี่ยวกับการเลือกผู้รับจ้าง แต่ไม่ได้หมายความว่า เมื่อผู้ว่าจ้างต้องรับผิดตามมาตรานี้แล้ว ผู้รับจ้างจะพ้นจากความรับผิดไปแต่อย่างใด เพราะผู้รับจ้างก็เป็นผู้ทำละเมิดต่อบุคคลภายนอกตามมาตรา 420 ด้วยเช่นกัน ดังนั้น แม้มาตรานี้จะไม่ได้กำหนดให้ผู้ว่าจ้างต้องร่วมรับผิดกับผู้รับจ้างในผลแห่งละเมิดเหมือนมาตรา 425 หรือมาตรา 427 ก็ตาม แต่เมื่อผู้ว่าจ้างเป็นผู้ทำละเมิดต่อบุคคลภายนอกด้วยกันกับผู้รับจ้างแล้ว ผู้ว่าจ้างก็ต้องร่วมรับผิดกับผู้รับจ้างตามมาตรา 432 ด้วยเช่นเดียวกัน
- ตามมาตรา 425 แม้นายจ้างจะร่วมรับผิดกับลูกจ้างต่อบุคคลภายนอกก็ตาม แต่ตามมาตรา 426 นายจ้างสามารถไล่เบี้ยเรียกเงินค่าสินไหมทดแทนที่ตนใช้ให้แก่บุคคลภายนอกคืนจากลูกจ้างได้ แต่ตามมาตรา 432 ไม่มีบทบัญญัติให้ผู้ว่าจ้างสามารถไล่เบี้ยเรียกค่าสินไหมทดแทนที่ตนใช้ให้แก่บุคคลภายนอกคืนจากผู้รับจ้างได้
1.10 ตามมาตรา 432 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “ถ้าบุคคลหลายคนก่อให้เกิดเสียหายแก่บุคคลอื่นโดยร่วมกันทำละเมิด ท่านว่าบุคคลเหล่านั้นจะต้องร่วมกันรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายนั้น ความข้อนี้ท่านให้ใช้ตลอดถึงกรณีที่ไม่สามารถสืบรู้ตัวได้แน่ว่าในจำพวกที่ทำละเมิดร่วมกันนั้น คนไหนเป็นผู้ก่อให้เกิดเสียหายนั้นด้วย” หมายความว่า
- คำว่า ถ้าบุคคลหลายคน หมายถึง บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล มีความหมายเช่นเดียวกับคำว่า ผู้ใด ตามความหมายในมาตรา 420
- คำว่า ก่อให้เกิดเสียหายแก่บุคคลอื่น หมายถึง ทำให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่น มีความหมายเช่นเดียวกับคำว่า ให้เขาเสียหาย ตามความหมายในมาตรา 420
- คำว่า โดยร่วมกันทำละเมิด หมายถึง การกระทำของบุคคลหลายคนนั้น มีลักษณะเป็นการร่วมกันทำละเมิดก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่น โดยเป็นการทำละเมิดตามมาตรา 420 หรือมาตรา 421 หรือมาตรา 422 หรือมาตรา 423 หรือมาตรา 428
- การร่วมกันทำละเมิดตามมาตรานี้ มีข้อแตกต่างจากการร่วมกันกระทำความผิดตามป.อ. มาตรา 83 คือ
- การร่วมกันกระทำความผิดตามป.อ. มาตรา 83 คงเป็นการร่วมกระทำความผิดเฉพาะแต่ความผิดที่ทำโดยเจตนาเท่านั้น การกระทำโดยประมาทไม่มีการร่วมกันกระทำความผิดตามป.อ. มาตรา 83
- การร่วมกันทำละเมิดในมาตรานี้ จึงหมายความเฉพาะ การกระทำของผู้ทำละเมิดทุกคนนั้นเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่นในครั้งนั้นด้วยกันเท่านั้น ดังนั้น ผู้ทำละเมิดบางคนจึงอาจทำละเมิดโดยจงใจ ก็สามารถกระทำละเมิดร่วมกับผู้ทำละเมิดคนอื่นที่ทำโดยประมาท ตามความหมายในมาตรานี้ได้
- เหตุที่มาตรานี้เพ็งเล็งเฉพาะการทำให้เกิดความเสียหายเป็นสำคัญ เนื่องจากเมื่อมีความเสียหายเกิดขึ้นย่อมจะก่อให้เกิดหนี้ที่ผู้ทำละเมิดต้องชดใช้ให้แก่ผู้ถูกทำละเมิดในลักษณะเป็นมูลหนี้ ทั้งนี้เพราะละเมิดเป็นมูลแห่งหนี้หรือบ่อเกิดแห่งหนี้ประเภทหนึ่งนั้นเอง
- มาตรานี้จึงไม่ได้เพ็งเล็งไปถึงว่า ผู้ร่วมทำละเมิดทุกคนจะต้องมีการร่วมกันกระทำการจริง ๆ อย่างในป.อ. มาตรา 83
- แต่ถ้าในการทำละเมิดนั้น มีผู้ร่วมทำละเมิดโดยจงใจหลายคน เราก็สามารถนำหลักเกณฑ์ในเรื่อง การร่วมกันกระทำความผิดโดยเจตนาตามป.อ. มาตรา 83 มาใช้กับผู้ร่วมกระทำละเมิดโดยจงใจหลายคนนี้ได้
- คำว่า ท่านว่าบุคคลเหล่านั้นจะต้องร่วมกันรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายนั้น หมายถึง ผู้ร่วมกันทำละเมิดซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่นในครั้งนั้น ต้องร่วมกันผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนในความเสียหายนั้นตามมาตรา 438 ให้แก่ผู้ถูกทำละเมิดหรือผู้ได้รับความเสียหายอย่างลูกหนี้ร่วมตามมาตรา 291
- คำว่า ความข้อนี้ท่านให้ใช้ตลอดถึง หมายถึง การร่วมกันรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนในความเสียหายตามมาตรา 438 ให้แก่ผู้ถูกทำละเมิดหรือผู้ได้รับความเสียหายอย่างลูกหนี้ร่วม ตามมาตรา 291 นั้น ให้ใช้แก่กรณีตามที่บัญญัติไว้ในข้อความถัดไปด้วย
- คำว่า ที่ไม่สามารถสืบรู้ตัวได้แน่ว่า หมายถึง ไม่มีพฤติการณ์หรือพยานหลักฐานบ่งชี้ให้รู้ได้แน่ชัดว่าผู้ใดเป็นผู้กระทำ
- คำว่า ในจำพวกที่ทำละเมิดร่วมกันนั้น หมายถึง ในกลุ่มผู้ที่ทำละเมิดให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลภายนอกด้วยกันนั้น
- คำว่า คนไหนเป็นผู้ก่อให้เกิดเสียหายนั้นด้วย หมายถึง ในกลุ่มผู้ที่ทำละเมิดให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลภายนอกด้วยกันนั้น ผู้ใดเป็นคนทำให้เกิดความเสียหายจากการทำละเมิดในครั้งนี้แก่บุคคลภายนอก
- ตามบทบัญญัติในส่วนนี้ไม่ได้หมายความถึงว่า ถ้ารู้ตัวว่าใครเป็นคนทำให้เกิดความเสียหายจากการทำละเมิดในครั้งนี้แก่บุคคลภายนอกแล้ว คนอื่น ๆ ที่ได้ร่วมทำละเมิด แต่อาจไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นจากการกระทำของตนเองโดยตรงนั้น จะไม่ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บุคคลภายนอกร่วมกับคนที่ทำให้เกิดความเสียหายขึ้นนั้นแต่อย่างใด เพราะตามในวรรคนี้ตอนต้นบัญญัติให้ ผู้ร่วมทำละเมิดเหล่านั้น คือ ทุกคน ต้องร่วมกันรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่บุคคลภายนอกเพื่อความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้น และเมื่อฟังได้ว่าผู้ทำละเมิดทุกคนร่วมกันทำละเมิดจนทำให้เกิดความเสียหายขึ้นแก่บุคคลภายนอกด้วยกันแล้ว ย่อมแสดงว่าการกระทำของผู้ร่วมทำละเมิดทุกคนนั้นมีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นแก่บุคคลภายนอกไม่มากก็น้อยทั้งสิ้น ไม่ใช่ความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นสามารถแยกออกได้ว่าเกิดจากการกระทำของผู้ทำละเมิดคนใดคนหนึ่งเพียงคนเดียวโดยลำพัง
- แต่ถ้ารู้ว่าผู้ร่วมกันทำละเมิดคนใดทำให้เกิดความเสียหายมากน้อยต่างกันอย่างไร ศาลก็อาจใช้ดุลพินิจกำหนดให้ผู้ร่วมกันทำละเมิดแต่ละคนใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บุคคลภายนอกไม่เท่ากันได้ ตามความในวรรคสาม
1.11 ตามมาตรา 432 วรรคสอง บัญญัติว่า “อนึ่ง บุคคลผู้ยุยงส่งเสริมหรือช่วยเหลือในการทำละเมิด ท่านก็ให้ถือว่าเป็นผู้กระทำละเมิดร่วมกันด้วย” หมายความว่า
- คำว่า บุคคลผู้ยุยงส่งเสริมหรือช่วยเหลือ หมายถึง ผู้ที่กระตุ้น หรือก่อ หรือใช้ หรือสนับสนุน หรือให้ความสะดวก เพื่อให้ผู้อื่นทำละเมิดต่อบุคคลภายนอก
- การยุยง คือ การก่อหรือใช้ให้ผู้อื่นทำละเมิด มีลักษณะเดียวกับ ผู้ใช้ ตามป.อ. มาตรา 84
- ส่งเสริม เป็นคำสร้อยของยุยง ซึ่งหมายถึง การก่อหรือใช้ให้เกิดการทำละเมิด ไม่ใช่การช่วยเหลือในการทำละเมิด
- ข่วยเหลือ คือ การเกื้อหนุน หรือสนับสนุน หรือให้ความสะดวก
- มีข้อแตกต่างจากผู้ใช้ ตามป.อ. มาตรา 84 คือ
- ผู้ใช้ตามป.อ. มาตรา 84 หากไม่มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น ผู้ใช้จะรับโทษเพียง 1 ใน 3 ของระวางโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดที่ใช้นั้น หรือหากมีการกระทำความผิดเกิดขึ้น ผู้ใช้จึงจะรับโทษเสมือนเป็นตัวการ คือ รับโทษเท่ากับผู้กระทำความผิดหรือผู้ถูกใช้ ซึ่งเป็นเพียงการรับโทษเท่านั้น แต่ผู้ใช้ตามป.อ. มาตรา 84 ก็ไม่ได้เป็นตัวการตามป.อ. มาตรา 83 ร่วมกับผู้กระทำความผิดหรือผู้ถูกใช้จริง ๆ หรือหากผู้ใช้ดังกล่าวเข้าร่วมในการกระทำความผิดกับผู้กระทำความผิดหรือผู้ถูกใช้ ผู้ใช้ตามป.อ. มาตรา 84 ก็จะกลายเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดหรือตัวการ ตามป.อ. มาตรา 83 และต้องรับโทษอย่างเป็นตัวการด้วย
- ตามวรรคนี้จะต้องมีการทำละเมิดเกิดขึ้นเท่านั้น จึงจะถือว่า ผู้ยุยงส่งเสริมหรือช่วยเหลือเป็นผู้ร่วมกระทำละเมิดด้วย ทั้งนี้เพราะการทำละเมิด ไม่มีการพยายามทำละเมิด ถ้าไม่เกิดความเสียหายขึ้นแก่บุคคลภายนอก ย่อมไม่ถือเป็นการทำละเมิด ผู้ยุยงส่งเสริมหรือช่วยเหลือย่อมไม่ต้องร่วมรับผิดด้วย
- ถ้ามีการทำละเมิดเกิดขึ้น ผู้ยุยงส่งเสริมหรือช่วยเหลือย่อมถือเป็นผู้ร่วมทำละเมิดด้วย ไม่ว่าผู้ยุยงส่งเสริมจะได้เข้าร่วมในการทำละเมิด เช่น อยู่ร่วมด้วยในขณะทำละเมิด หรือไม่
- ผู้ยุยงส่งเสริมหรือช่วยเหลือต้องรับผิดต่อผู้ถูกทำละเมิดร่วมกับผู้ทำละเมิด ไม่ได้แยกรับผิดเหมือนผู้ใช้ ตามป.อ. มาตรา 84 ที่ต้องรับโทษจากการกระทำของตนเอง ซึ่งอาจมากหรือน้อยแตกต่างจากตัวการได้
- คำว่า ในการทำละเมิด หมายถึง การยุยงส่งเสริมหรือช่วยเหลือในการที่ผู้อื่นทำละเมิดต่อบุคคลภายนอก ไม่ว่าการยุยงส่งเสริมหรือช่วยเหลือนั้นจะเกิดขึ้นก่อน หรือหลังการทำละเมิดก็ตาม มีลักษณะเดียวกับผู้สนับสนุน ตามป.อ. มาตรา 86
- แต่มีข้อแตกต่างจากผู้สนับสนุน ตามป.อ. มาตรา 86 คือ
- ผู้สนับสนุน ตามป.อ. มาตรา 86 หากมีการกระทำความผิดเกิดขึ้น คงรับโทษเพียง 2 ใน 3 ของระวางโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดที่สนับสนุนนั้น หรือหากไม่มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น เป็นเพียงการพยายามกระทำความผิด ผู้สนับสนุนก็รับโทษเพียง 2 ใน 3 ของระวางโทษที่กำหนดไว้สำหรับการพยายามกระทำความผิดนั้น โดยยังถือว่าเป็นผู้สนับสนุน ไม่ใช่ผู้ร่วมกระทำความผิดหรือตัวการ
- แต่หากผู้สนับสนุนดังกล่าวเข้าร่วมในการกระทำความผิดกับผู้กระทำความผิด ผู้สนับสนุนตามป.อ. มาตรา 86 ก็จะกลายเป็นผู้ร่วมกระทำความผิด หรือตัวการ ตามป.อ. มาตรา 83 และต้องรับโทษอย่างเป็นตัวการด้วย
- ผู้ยุยงส่งเสริมหรือช่วยเหลือต้องรับผิดต่อผู้ถูกทำละเมิดร่วมกับผู้ทำละเมิด ไม่ได้แยกรับผิดเฉพาะความเสียหายอันเกิดจากการกระทำของตนเอง เหมือนผู้สนับสนุน ตามป.อ. มาตรา 86 ที่ต้องรับโทษจากการกระทำของตนเอง ซึ่งอาจมากหรือน้อยแตกต่างจากตัวการได้
- แต่มีข้อแตกต่างจากผู้สนับสนุน ตามป.อ. มาตรา 86 คือ
- คำว่า ท่านก็ให้ถือว่าเป็นผู้กระทำละเมิดร่วมกันด้วย หมายถึง ผู้ยุยงส่งเสริมหรือผู้ช่วยเหลือในการที่ผู้อื่นทำละเมิดต่อบุคคลภายนอก ย่อมถือเป็นผู้ร่วมทำละเมิดกับผู้อื่นนั้นด้วย
1.12 ตามมาตรา 432 วรรคสาม บัญญัติว่า “ในระหว่างบุคคลทั้งหลายซึ่งต้องรับผิดร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนนั้น ท่านว่าต่างต้องรับผิดเป็นส่วนเท่า ๆ กัน เว้นแต่โดยพฤติการณ์ ศาลจะวินิจฉัยเป็นประการอื่น” หมายความว่า
- คำว่า ในระหว่างบุคคลทั้งหลายซึ่งต้องรับผิดร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนนั้น หมายถึง ผู้ทำละเมิด ผู้ยุยงส่งเสริมหรือช่วยเหลือในการทำละเมิดต่อบุคคลภายนอก ตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง ต้องรับผิดร่วมกันอย่างลูกหนี้ร่วม ตามมาตรา 291
- คำว่า ท่านว่าต่างต้องรับผิดเป็นส่วนเท่า ๆ กัน หมายถึง ผู้ทำละเมิด ผู้ยุยงส่งเสริมหรือช่วยเหลือในการทำละเมิดต่อบุคคลภายนอก ตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง และต้องรับผิดร่วมกันอย่างลูกหนี้ร่วม ตามมาตรา 291 จะต้องรับผิดในระหว่างกันเองเป็นส่วนเท่า ๆ กัน
- แต่ไม่ได้หมายความว่า เมื่อผู้ถูกทำละเมิดเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากผู้ทำละเมิด หรือผู้ยุยงส่งเสริมหรือช่วยเหลือในการทำละเมิดคนใดคนหนึ่งทั้งหมดหรือโดยสิ้นเชิงหรือเกินส่วนของผู้ทำละเมิด หรือผู้ยุยงส่งเสริมหรือช่วยเหลือในการทำละเมิดนั้นแล้ว ผู้ทำละเมิด หรือผู้ยุยงส่งเสริมหรือช่วยเหลือในการทำละเมิดซึ่งได้ชำระส่วนของตนไปแล้ว จะปฏิเสธไม่ยอมชำระส่วนที่เหลือของคนอื่นไม่ได้ ผู้ทำละเมิด หรือผู้ยุยงส่งเสริมหรือช่วยเหลือในการทำละเมิดจะต้องชำระค่าสินไหมทดแทนทั้งหมดหรือโดยสิ้นเชิงหรือตามที่ผู้ถูกทำละเมิดเรียกร้อง แล้วจึงค่อยมาไล่เบี้ยเอาค่าสินไหมทดแทนที่ชำระไปเกินส่วนของตนนั้นคืนจากผู้ทำละเมิด หรือผู้ยุยงส่งเสริมหรือช่วยเหลือในการทำละเมิดคนอื่น ๆ ที่ยังไม่ได้ชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ถูกทำละเมิด เป็นลักษณะการชำระหนี้อย่างลูกหนี้ร่วม ตามมาตรา 291
- คำว่า เว้นแต่โดยพฤติการณ์ หมายถึง โดยพฤติการณ์ หรือภาวะวิสัย หรือ Objective ในการทำละเมิด หรือในความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ผู้ถูกทำละเมิด
- แม้จะใช้คำว่า โดยพฤติการณ์ ซึ่งหมายความถึง ภาวะวิสัย หรือ Objective ในการทำละเมิด หรือในความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ผู้ถูกทำละเมิดก็ตาม แต่ในการพิจารณากำหนดค่าสินไหมทดแทน ตามมาตรา 438 ศาลก็อาจนำ อัตวิสัย หรือ Subjective หรือความมุ่งหมาย หรือความตั้งใจในการทำละเมิดของผู้ทำละเมิดแต่ละคนมาพิจารณาประกอบด้วยได้ ไม่มีข้อห้ามแต่อย่างใด เช่น ผู้ทำละเมิดตั้งใจทำละเมิดแก่ผู้ถูกทำละเมิดมาแล้วหลายครั้ง แต่ก็ยังมีความตั้งใจจะทำละเมิดต่อผู้ถูกทำละเมิดซ้ำอีก
-
คำว่า ศาลจะวินิจฉัยเป็นประการอื่น หมายถึง ศาลจะกำหนดค่าสินไหมทดแทน ตามมาตรา 438 ให้เพิ่มมากขึ้น หรือน้อยลงกว่าปกติ หรืออาจกำหนดค่าสินไหมทดแทนที่ผู้ทำละเมิด หรือผู้ยุยงส่งเสริมหรือช่วยเหลือในการทำละเมิดแต่ละคนจะต้องใช้ให้แก่ผู้ถูกทำละเมิดไม่เท่ากัน โดยพิจารณาจากความร้ายแรงในการทำละเมิดของแต่ละคน หรือพิจารณาจากความเสียหายที่เกิดจากการทำละเมิดของแต่ละคนก็ได้
1.13 ตามมาตรา 433 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “ถ้าความเสียหายเกิดขึ้นเพราะสัตว์ ท่านว่าเจ้าของสัตว์หรือบุคคลผู้รับเลี้ยงรับรักษาไว้แทนเจ้าของจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ฝ่ายที่ต้องเสียหายเพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ อันเกิดแต่สัตว์นั้น เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนได้ใช้ความระมัดระวังอันสมควรแก่การเลี้ยงการรักษาตามชนิดและวิสัยของสัตว์ หรือตามพฤติการณ์อย่างอื่น หรือพิสูจน์ได้ว่าความเสียหายนั้นย่อมจะต้องเกิดมีขึ้นทั้งที่ได้ใช้ความระมัดระวังถึงเพียงนั้น” หมายความว่า
- คำว่า ถ้าความเสียหายเกิดขึ้นเพราะสัตว์ หมายถึง สัตว์เลี้ยงของบุคคลใดก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่น เช่น กัด หรือข่วน หรือทำร้ายบุคคลอื่น รวมถึงทำให้ทรัพย์สินของบุคคลอื่นได้รับความเสียหายด้วย เช่น ทำให้บ้านเสียหาย หรือรถเป็นรอยขีดข่วน
- สัตว์เลี้ยงไม่จำเป็นต้องเป็นสัตว์ที่เลี้ยงกันทั่วไป เช่น สุนัข หรือแมว รวมถึงสัตว์ที่บุคคลทั่วไปไม่นิยมนำมาเลี้ยง แต่บุคคลบางคนนำมาเลี้ยงด้วย เช่น ช้าง เสือ สิงห์โต หมี ลิง อูฐ กิ้งก่า จระเข้ งู หรือเหยี่ยว
- และไม่ได้จำกัดว่า การเลี้ยงสัตว์นั้นต้องเป็นการเลี้ยงโดยชอบด้วยกฎหมาย หรือมีการขออนุญาตโดยถูกต้องเท่านั้น การลักลอบเลี้ยงสัตว์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือไม่ได้ขออนุญาต ก็อยู่ในความหมายตามวรรคนี้ด้วย
- แต่ตามความในวรรคนี้ไม่ได้หมายความว่า สัตว์นั้นเป็นผู้ทำละเมิดต่อบุคคลอื่น เพราะวรรคนี้ใช้คำว่า ความเสียหายเกิดขึ้นเพราะสัตว์ ไม่ได้ใช้คำว่า การทำละเมิด หรือการอันมิชอบด้วยกฎหมาย ทั้งนี้เพราะสัตว์ไม่สามารถทำละเมิดแก่บุคคลใด ๆ ได้ เนื่องจากสัตว์ไม่มีการกระทำโดยจงใจ หรือประมาทเลินเล่อ อีกทั้งสัตว์ก็ไม่สามารถกระทำการที่ชอบด้วยกฎหมาย หรือไม่ชอบด้วยกฎหมายได้ มีแต่บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลเท่านั้นที่สามารถกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย หรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย
- แม้ความเสียหายจะเกิดจากสัตว์ก็ตาม ก็ไม่ถือว่าเจ้าของสัตว์หรือผู้ดูแลสัตว์เป็นผู้ทำละเมิด แต่เมื่อมีความเสียหายเกิดขึ้นแก่บุคคลอื่น กฎหมายจึงกำหนดให้เจ้าของสัตว์หรือผู้ดูแลสัตว์ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บุคคลที่ได้รับความเสียหายนั้น ถือเป็นความรับผิดเด็ดขาด หรือ Strict liability ของบุคคลตามกฎหมาย แม้ไม่มีการทำละเมิดเกิดขึ้นก็ตาม เป็นการกำหนดขึ้นเพื่อเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่บุคคลอื่น
- แต่ถ้าเจ้าของสัตว์หรือผู้ดูแลสัตว์มีการทำละเมิดต่อบุคคลอื่น โดยใช้สัตว์เป็นเครื่องมือในการทำละเมิดแล้ว ย่อมเป็นการทำละเมิดตามมาตรา 420 ไม่ใช่ตามมาตรานี้
- คำว่า ท่านว่าเจ้าของสัตว์ หมายถึง ผู้เป็นเจ้าของสัตว์ หรือผู้ที่เลี้ยงสัตว์นั้นไว้เป็นสัตว์เลี้ยงของตน
- คำว่า หรือบุคคลผู้รับเลี้ยงรับรักษาไว้แทนเจ้าของ หมายถึง บุคคลใด ๆ ที่เลี้ยงสัตว์หรือรักษาสัตว์ตามความเป็นจริงไว้แทนเจ้าของ ไม่ว่าจะมีค่าตอบแทนหรือไม่มีค่าตอบแทน ก็อยู่ในความหมายของวรรคนี้ทั้งสิ้น เช่น สัตวแพทย์ที่กำลังทำการรักษาสัตว์นั้น หรือพนักงานของร้านรับฝากสัตว์เลี้ยง หรือเพื่อนที่เจ้าของสัตว์ฝากให้ดูแลสัตว์นั้นชั่วคราวในระหว่างที่ตนเดินทางไปท่องเที่ยว หรือทำธุระที่อื่น
- คำว่า จำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ หมายถึง ถ้าในขณะที่สัตว์นั้นไปทำความเสียหายแก่บุคคลอื่น สัตว์นั้นอยู่ในการดูแลของเจ้าของสัตว์ หรือผู้รับเลี้ยงรับรักษาคนใดคนหนึ่งหรือทั้งสองคน เจ้าของสัตว์หรือผู้รับเลี้ยงรับรักษาขณะที่สัตว์นั้นอยู่ในความดูแลของตนคนใดคนหนึ่งหรือทั้งสองคน ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บุคคลภายนอกที่ได้รับความเสียหายนั้น
- คำว่า ฝ่ายที่ต้องเสียหายเพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ อันเกิดแต่สัตว์นั้น หมายถึง บุคคลที่ได้รับความเสียหายจากสัตว์นั้น แต่วรรคนี้ใช้คำว่า ฝ่าย จึงไม่ได้หมายความเฉพาะบุคคลที่ได้รับความเสียหายเพียงคนเดียวเท่านั้น แต่ยังรวมถึงบุคคลอื่น เช่น คนในครอบครัว คือ สามีหรือภริยา หรือลูก หรือหลาน หรือคนที่อยู่ในความดูแลของบุคคลนั้น คือ ลูกศิษย์ หรือคนงานในบ้านของบุคคลนั้นที่อาจได้รับความเสียหายหรือบาดเจ็บจากการกัด ข่วน หรือทำร้ายของสัตว์นั้นด้วย และรวมถึงความเสียหายที่เกิดกับทรัพย์สินของบุคคลนั้นด้วย เช่น บ้าน หรือรถยนต์
- คำว่า เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนได้ใช้ความระมัดระวังอันสมควรแก่การเลี้ยงการรักษา หมายถึง เจ้าของสัตว์หรือผู้รับเลี้ยงรับรักษาคนใดคนหนึ่งหรือทั้งสองคน ที่ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บุคคลภายนอก มีภาระการพิสูจน์ว่าตนเองได้ใช้ความระมัดระวังหรือใช้ความรอบคอบที่เหมาะสมแก่การเลี้ยงหรือการดูแลรักษาสัตว์นั้นตามสภาพประเภทหรือตามนิสัย หรือตามพฤติการณ์อย่างอื่นแล้ว
- ตามความในประโยคนี้ เป็นการกำหนดหน้าที่นำสืบหรือภาระการพิสูจน์ของเจ้าของสัตว์ หรือผู้รับเลี้ยงรับรักษาคนใดคนหนึ่งหรือทั้งสองคน ซึ่งต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บุคคลภายนอก ที่จะต้องพิสูจน์ให้เห็นได้ว่าตนเองได้ใช้ความระมัดระวังหรือใช้ความรอบคอบที่เหมาะสมแก่การเลี้ยงหรือการดูแลรักษาสัตว์นั้นตามประเภทหรือตามนิสัย หรือตามพฤติการณ์อย่างอื่นแล้ว
- คำว่า ตามชนิดและวิสัยของสัตว์ หมายถึง
- ชนิดของสัตว์ คือ เป็นสัตว์เลี้ยงโดยทั่วไป เช่น สุนัข หรือแมว หรือสัตว์ป่า เช่น เสือ หรือสิงห์โต หรือหมี หรือจระเข้ หรือสัตว์ที่ต้องมีการดูแลเป็นพิเศษ เช่น ช้าง หรือนกกระจอกเทศ หรืออูฐ
- วิสัย คือ ตามนิสัยหรืออารมณ์ของสัตว์นั้นว่า เป็นสัตว์ที่ไม่ดุร้าย เช่น สุนัข หรือแมว หรือเป็นสัตว์ที่ปกติดุร้าย เช่น เสือ หรือสิงห์โต หรือหมี หรือจระเข้ หรือเป็นสัตว์ที่ดุร้ายเป็นบางครั้ง เช่น ช้าง
- คำว่า หรือตามพฤติการณ์อย่างอื่น หมายถึง ตามสภาพแวดล้อม หรือตามสถานการณ์ ที่แตกต่างออกไปจากการเลี้ยงหรือการดูแลรักษาตามปกติ เช่น ในระหว่างการเดินทาง หรือเคลื่อนย้ายสัตว์นั้น หรือในการจัดแสดงสัตว์นั้นให้ประชาชนชม หรือในระหว่างการฝึกซ้อมสัตว์นั้น หรือในระหว่างที่เกิดภัยธรรมชาติต่าง ๆ
- คำว่า หรือพิสูจน์ได้ว่าความเสียหายนั้นย่อมจะต้องเกิดมีขึ้นทั้งที่ได้ใช้ความระมัดระวังถึงเพียงนั้น หมายถึง ความเสียหายนั้นไม่ได้เกิดจากความประมาทเลินเล่อในการเลี้ยงหรือการดูแลรักษาสัตว์นั้น ตามชนิดหรือตามนิสัย หรือตามพฤติการณ์อย่างอื่น แต่เกิดจากพฤติการณ์หรือสถานการณ์อื่นที่ไม่สามารถคาดหมายได้ ซึ่งหากเกิดพฤติการณ์หรือสถานการณ์อื่นนั้นแล้ว ย่อมมีความเสียหายจากสัตว์นั้นเกิดขึ้น แม้ว่าเจ้าของสัตว์หรือผู้รับเลี้ยงรับรักษาจะได้ใช้ความระมัดระวังในการเลี้ยงหรือการดูแลรักษาสัตว์นั้น ตามชนิดหรือตามนิสัยหรือตามพฤติการณ์อย่างอื่นเป็นอย่างดีแล้วก็ตาม เช่น เกิดจากบุคคลผู้ได้รับเสียหายนั้นเองมายั่ว หรือมาเร้า หรือมาปล่อยสัตว์นั้น หรือเกิดจากมีภัยพิบัติทางธรรมชาติทำให้สัตว์นั้นหลุดออกมาได้ หรือภัยพิบัติทางธรรมชาตินั้นทำให้สัตว์ตื่นตระหนกจนไม่สามารถจะควบคุมได้ ซึ่งการกระทำของบุคคลผู้ได้รับเสียหาย หรือภัยพิบัติทางธรรมชาตินั้นไม่สามารถคาดหมายได้ ดังนั้น ถึงแม้เจ้าของสัตว์หรือผู้รับเลี้ยงรับรักษาจะได้ใช้ความระมัดระวังในการเลี้ยงหรือการดูแลรักษาสัตว์นั้น ตามชนิดหรือตามนิสัยหรือตามพฤติการณ์อย่างอื่นเป็นอย่างดีเพียงใดก็ตาม ก็ย่อมเกิดความเสียหายขึ้นอยู่ดี
- แต่ถ้าความเสียหายนั้นเกิดจากการกระทำของบุคคลอื่นที่มายั่ว หรือมาเร้า หรือมาปล่อยสัตว์นั้น หรือเกิดจากการที่สัตว์อื่นมายั่ว หรือมาเร้า หรือมาปล่อยสัตว์นั้น ดังนี้ เจ้าของสัตว์หรือผู้รับเลี้ยงรับรักษายังต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บุคคลผู้ได้รับเสียหายนั้นไปก่อน เนื่องจากกรณีนี้ไม่ใช่เป็นความผิดของบุคคลผู้ได้รับเสียหายนั้น แต่เจ้าของสัตว์ หรือผู้รับเลี้ยงรับรักษาสามารถไปไล่เบี้ยสำหรับค่าสินไหมทดแทนที่ตนเองได้ออกไปคืนจากบุคคลผู้ที่มายั่ว หรือมาเร้า หรือมาปล่อยสัตว์นั้น หรือจากเจ้าของสัตว์อื่นที่มายั่ว หรือมาเร้า หรือมาปล่อยสัตว์นั้นได้ ตามความในวรรคสอง
- ตามความในประโยคนี้ เป็นการกำหนดหน้าที่นำสืบหรือภาระการพิสูจน์ของเจ้าของสัตว์ หรือผู้รับเลี้ยงรับรักษาคนใดคนหนึ่งหรือทั้งสองคน ซึ่งต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บุคคลภายนอก ที่ต้องพิสูจน์ให้เห็นได้ว่ามีพฤติการณ์หรือสถานการณ์อื่นที่ไม่สามารถคาดหมายได้เกิดขึ้น ซึ่งเมื่อเกิดพฤติการณ์หรือสถานการณ์อื่นนั้นแล้ว ย่อมมีความเสียหายจากสัตว์นั้นเกิดขึ้น แม้ว่าเจ้าของสัตว์หรือผู้รับเลี้ยงรับรักษาจะได้ใช้ความระมัดระวังในการเลี้ยงหรือการดูแลรักษาสัตว์นั้น ตามชนิดหรือตามนิสัยหรือตามพฤติการณ์อย่างอื่นเป็นอย่างดีเพียงใดก็ตาม
- ตามความในตอนท้ายของวรรคนี้ เมื่อเจ้าของสัตว์หรือผู้รับเลี้ยงรับรักษาได้ใช้ความระมัดระวังในการเลี้ยงหรือการดูแลรักษาสัตว์นั้น ตามชนิดหรือตามนิสัยหรือตามพฤติการณ์อย่างอื่นเป็นอย่างดีแล้ว หรือความเสียหายนั้นเกิดจากพฤติการณ์ที่ไม่สามารถคาดหมายได้ แม้ว่าจะใช้ความระมัดระวังแค่ไหนก็ย่อมเกิดความเสียหายขึ้น ดังนี้ เมื่อเจ้าของสัตว์หรือผู้รับเลี้ยงรับรักษาสามารถพิสูจน์ได้เช่นนั้น เจ้าของสัตว์หรือผู้รับเลี้ยงรับรักษาก็ไม่ต้องรับผิด ทั้งนี้เพราะตามวรรคนี้เจ้าของสัตว์หรือผู้รับเลี้ยงรับรักษาไม่ได้มีการทำละเมิดแต่อย่างใด จึงไม่มีหนี้ที่ผู้ใดจะต้องรับผิด บุคคลที่ได้รับความเสียหายย่อมต้องรับผลที่เกิดขึ้นนั้น
1.14 ตามมาตรา 433 วรรคสอง บัญญัติว่า “อนึ่ง บุคคลผู้ต้องรับผิดชอบดังกล่าวมาในวรรคต้นนั้น จะใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาแก่บุคคลผู้ที่เร้าหรือมายั่วสัตว์นั้นโดยละเมิด หรือเอาแก่เจ้าของสัตว์อื่นอันมาเร้าหรือยั่วสัตว์นั้น ๆ ก็ได้” หมายความว่า
- คำว่า บุคคลผู้ต้องรับผิดชอบดังกล่าวมาในวรรคต้นนั้น หมายถึง เจ้าของสัตว์หรือผู้รับเลี้ยงรับรักษาคนใดคนหนึ่งหรือทั้งสองคน ซึ่งต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บุคคลภายนอกตามวรรคหนึ่ง
- คำว่า วรรคต้น คือ วรรคหนึ่ง ตามปกติในกฎหมายมักไม่ค่อยใช้คำนี้ มักนิยมใช้คำว่า วรรคก่อน หรือมิฉะนั้นก็ระบุชื่อวรรคที่อ้างถึงนั้นเลย เช่น วรรคหนึ่ง และเฉพาะในป.อ. ที่ไม่ใช้คำว่า วรรคหนึ่ง แต่ใช้คำว่า วรรคแรก ส่วนกฎหมายอื่นใช้คำว่า วรรคหนึ่ง หรือวรรคสอง หรือวรรคสาม
- คำว่า จะใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาแก่ หมายถึง เรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนที่ตนเองได้ออกไปคืน เรียกว่า การไล่เบี้ย
- เจ้าของสัตว์หรือผู้รับเลี้ยงรับรักษาจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้บุคคลภายนอกที่ได้รับความเสียหายนั้นไปก่อน จะปฏิเสธให้บุคคลภายนอกที่ได้รับความเสียหายไปเรียกค่าสินไหมทดแทนจากบุคคลที่มาเร้าหรือมายั่วหรือมาปล่อยสัตว์นั้นโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือจากเจ้าของสัตว์ที่มาเร้าหรือมายั่วหรือมาปล่อยสัตว์นั้นเสียก่อนไม่ได้
- คำว่า บุคคลผู้ที่เร้าหรือมายั่วสัตว์นั้น หมายถึง ผู้ที่มาเร้าหรือมายั่วหรือมาปล่อยสัตว์นั้น
- คำว่า โดยละเมิด คือ ไม่มีสิทธิที่จะทำเช่นนั้นได้ หรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ไม่ได้หมายความไปถึงว่า ผู้ที่มาเร้าหรือมายั่วหรือมาปล่อยสัตว์นั้น ทำละเมิดต่อบุคคลภายนอกที่ได้รับความเสียหายโดยใช้สัตว์นั้นเป็นเครื่องมือ ซึ่งไม่อยู่ในความหมายตามมาตรานี้
- คำว่า หรือเอาแก่เจ้าของสัตว์อื่นอันมาเร้าหรือยั่วสัตว์นั้น ๆ หมายถึง เจ้าของสัตว์อื่นที่มาเร้าหรือมายั่วหรือมาปล่อยสัตว์นั้น เนื่องจากเจ้าของสัตว์อื่นหรือผู้รับเลี้ยงรับรักษาไม่ได้ใช้ความระมัดระวัง หรือความรอบคอบที่เหมาะสมแก่การเลี้ยงหรือการดูแลรักษาสัตว์อื่นนั้นให้ดีพอ
- ตามความในวรรคนี้ เจ้าของสัตว์หรือผู้รับเลี้ยงรับรักษาที่ได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บุคคลภายนอกตามวรรคหนึ่งไปแล้ว จะไล่เบี้ยเอาค่าสินไหมทดแทนที่ตนได้ออกไปคืน ได้จากเจ้าของสัตว์อื่นที่มาเร้าหรือมายั่วหรือมาปล่อยสัตว์เท่านั้น จะไล่เบี้ยเอาแก่ผู้รับเลี้ยงรับรักษาสัตว์อื่นไม่ได้
- คำว่า ก็ได้ หมายถึง เจ้าของสัตว์หรือผู้รับเลี้ยงรับรักษาที่ได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บุคคลภายนอกตามวรรคหนึ่งไปแล้ว จะไล่เบี้ยเอาค่าสินไหมทดแทนที่ตนออกไปแล้วคืนหรือไม่ไล่เบี้ยก็ได้
- แต่ไม่ได้หมายความถึงว่า เจ้าของสัตว์หรือผู้รับเลี้ยงรับรักษาที่ได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บุคคลภายนอกตามวรรคหนึ่งไปแล้ว จะไล่เบี้ยเอาค่าสินไหมทดแทนที่ตนออกไปคืนจากผู้ที่มาเร้าหรือมายั่วหรือมาปล่อยสัตว์นั้น หรือจากเจ้าของสัตว์อื่นที่มาเร้าหรือมายั่วหรือมาปล่อยสัตว์นั้นคนใดคนหนึ่งก็ได้ เพราะพฤติการณ์ที่เกิดจากผู้ที่มาเร้าหรือมายั่วหรือมาปล่อยสัตว์นั้น หรือเกิดจากสัตว์อื่นที่มาเร้าหรือมายั่วหรือมาปล่อยสัตว์นั้น เป็นคนละกรณีกัน ต้องเรียกจากคนใดคนหนึ่งตามพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นเท่านั้น
-
แต่ถ้ามีบุคคลอื่นและมีสัตว์อื่นที่มาเร้าหรือมายั่วหรือมาปล่อยสัตว์นั้นพร้อมกัน ดังนี้ เจ้าของสัตว์หรือผู้รับเลี้ยงรับรักษาที่ได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บุคคลภายนอกตามวรรคหนึ่งไปแล้ว จะเลือกไล่เบี้ยเอาค่าสินไหมทดแทนที่ตนออกไปคืนจากผู้ที่มาเร้าหรือมายั่วหรือมาปล่อยสัตว์นั้น หรือจากเจ้าของสัตว์อื่นที่มาเร้าหรือมายั่วหรือมาปล่อยสัตว์นั้น คนใดคนหนึ่งหรือทั้งสองคนได้
1.15 ตามมาตรา 434 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “ถ้าความเสียหายเกิดขึ้นเพราะเหตุที่โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นก่อสร้างไว้ชำรุดบกพร่องก็ดี หรือบำรุงรักษาไม่เพียงพอก็ดี ท่านว่าผู้ครองโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างนั้น ๆ จำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน แต่ถ้าผู้ครองได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรเพื่อปัดป้องมิให้เกิดความเสียหายฉะนั้นแล้ว ท่านว่าผู้เป็นเจ้าของจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน” หมายความว่า
- คำว่า ถ้าความเสียหายเกิดขึ้นเพราะเหตุที่โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น หมายถึง โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นของบุคคลใดก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่น เช่น หล่นมาโดน หรือปลิวมาโดน หรือกระเด็นมาโดนบุคคลอื่น ทำให้บุคคลนั้นได้รับบาดเจ็บ หรือเป็นอันตรายแก่ชีวิต รวมถึงทำให้ทรัพย์สินของบุคคลนั้นเสียหายด้วย เช่น บ้าน หรือรถได้รับความเสียหายบุบสลาย
- โรงเรือน คือ ที่พักอาศัยของบุคคล หรือที่ทำการงาน เช่น บ้านเรือน หรืออาคาร หรือตึก หรือคอนโดมิเนียม
- สิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น คือ สถานที่ผลิตสิ่งของหรือสถานที่เก็บรักษาทรัพย์สิน เช่น โกดัง หรือโรงงาน หรือสิ่งก่อสร้างในลักษณะอย่างอื่น เช่น หอสูงสำหรับเก็บถังน้ำ หรือหอระฆัง หรือหอนาฬิกา หรือหอคอย หรือประภาคาร หรืออนุสาวรีย์ หรือเจดีย์ หรือทางด่วน หรือรางรถไฟฟ้าที่สร้างสูงกว่าระดับพื้นดิน
- คำว่า ก่อสร้างไว้ชำรุดบกพร่องก็ดี หมายถึง ความเสียหายนั้นเกิดจากความชำรุดหรือความบกพร่อง เนื่องมาจากการก่อสร้างที่ไม่ได้มาตรฐานตามวิธีการก่อสร้าง หรือใช้วัสดุไม่มีคุณภาพ
- ชำรุด คือ ความเสื่อมสภาพไปจากเดิม
- บกพร่อง คือ ไม่ครบถ้วน หรือไม่สมบูรณ์ หรือไม่สามารถใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือเต็มความสามารถ
- คำว่า หรือบำรุงรักษาไม่เพียงพอก็ดี หมายถึง ขาดการดูแลรักษา หรือดูแลรักษาไม่ดีพอ หรือดูแลรักษาไม่ได้มาตรฐาน
- คำว่า ท่านว่าผู้ครองโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างนั้น ๆ หมายถึง ผู้ครอบครองโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอยู่ในขณะเกิดความเสียหายนั้น ไม่ว่าจะเป็นการครอบครองเพียงชั่วคราว เช่น ผู้เช่า หรือผู้เช่าซื้อ หรือครอบครองเป็นระยะเวลานาน เช่น ผู้ทรงสิทธิอาศัย หรือผู้ทรงสิทธิเก็บกิน
- คำว่า จำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หมายถึง ผู้ครอบครองโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอยู่ในขณะเกิดความเสียหาย เป็นผู้ใช้ค่าสินไหมทดแทนตามมาตรา 438 ให้แก่บุคคลที่ได้รับความเสียหายนั้น
- คำว่า แต่ถ้าผู้ครองได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควร หมายถึง ผู้ครอบครองโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอยู่ในขณะเกิดความเสียหายได้ใช้ความรอบคอบ หรือความใส่ใจในการดูแลรักษาโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างวิญญูชนหรือบุคคลทั่วไปใช้ความรอบคอบในการดูแลรักษาโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างของตนเองแล้ว
- ตามความในประโยคนี้ เป็นการกำหนดหน้าที่นำสืบหรือภาระการพิสูจน์ของผู้ครอบครองโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอยู่ในขณะเกิดความเสียหายว่า ตนเองได้ใช้ความรอบคอบ หรือความใส่ใจในการดูแลรักษาโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างนั้นอย่างวิญญูชนหรือบุคคลทั่วไปในการดูแลรักษาโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างแล้ว
- คำว่า เพื่อปัดป้องมิให้เกิดความเสียหายฉะนั้นแล้ว หมายถึง มีความรอบคอบหรือมีความใส่ใจในการดูแลรักษาอย่างวิญญูชนหรือบุคคลทั่วไปใช้ความรอบคอบในการดูแลรักษาโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างของตนเอง ไม่ได้หมายถึงเฉพาะเพื่อความสะดวกสบายในการใช้โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างของตนเองเท่านั้น แต่ยังต้องใช้เพื่อป้องกันมิให้เกิดความเสียหายหรือเกิดอันตรายจากโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างนั้นแก่ตนเอง และแก่บุคคลอื่นด้วย
- คำว่า ท่านว่าผู้เป็นเจ้าของจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หมายถึง เมื่อผู้ครอบครองโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอยู่ในขณะเกิดความเสียหายพิสูจน์ได้ว่า ตนเองได้ใช้ความรอบคอบ หรือความใส่ใจในการดูแลรักษาโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างนั้นอย่างวิญญูชนหรือบุคคลทั่วไปในการดูแลรักษาโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างแล้ว เจ้าของกรรมสิทธิ์โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างนั้น ต้องเป็นผู้ใช้ค่าสินไหมทดแทนในความเสียหายที่เกิดขึ้นให้แก่บุคคลภายนอกในทุกกรณี ไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดได้
- กรณีตามวรรคนี้แตกต่างจากความรับผิดของเจ้าของสัตว์หรือผู้รับเลี้ยงรับรักษา ตามมาตรา 433 หากได้ใช้ความระมัดระวัง หรือความรอบคอบที่เหมาะสมแก่การเลี้ยงหรือการดูแลรักษาสัตว์นั้นอย่างดีแล้ว ก็ไม่ต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่บุคคลภายนอก
-
ตามมาตรานี้แม้ความเสียหายจะเกิดจากโรงเรือน หรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น หรือต้นไม้หรือกอไผ่ก็ตาม โดยที่ผู้ครอบครองหรือเจ้าของกรรมสิทธิ์ในโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นหรือต้นไม้หรือกอไผ่นั้นไม่ได้มีการทำละเมิดด้วย แต่เมื่อมีความเสียหายเกิดขึ้นแก่บุคคลอื่น กฎหมายจึงกำหนดให้ผู้ครอบครองหรือเจ้าของกรรมสิทธิ์ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่บุคคลที่ได้รับความเสียหายนั้น ถือเป็นความรับผิดเด็ดขาด หรือ Strict liability ของบุคคลตามกฎหมายอย่างหนึ่ง แม้ไม่มีการทำละเมิดเกิดขึ้นก็ตาม เป็นการกำหนดขึ้นเพื่อเยียวยาความเสียหายที่เกิดแก่บุคคลอื่นเช่นเดียวกับมาตรา 433
1.16 ตามมาตรา 434 วรรคสอง บัญญัติว่า “บทบัญญัติที่กล่าวมาในวรรคก่อนนั้น ให้ใช้บังคับได้ตลอดถึงความบกพร่องในการปลูกหรือค้ำจุนต้นไม้หรือกอไผ่ด้วย” หมายความว่า
- คำว่า บทบัญญัติที่กล่าวมาในวรรคก่อนนั้น ให้ใช้บังคับได้ตลอดถึง หมายถึง ให้ใช้ความในวรรคก่อนนั้น บังคับกับเหตุตามที่บัญญัติไว้ในข้อความถัดไป
- คำว่า ความบกพร่องในการปลูกหรือค้ำจุน หมายถึง การไม่ได้มาตรฐาน หรือความไม่รอบคอบ หรือความไม่ระมัดระวัง ในการปลูกต้นไม้ หรือพยุง หรือค้ำกิ่งไม้ ทำให้ต้นไม้นั้นเอียง หรือล้มไปทับ หรือหัก หรือหล่นใส่ หรือปลิวไปโดน หรือกิ่งของต้นไม้นั้นเสียดสีกันจนทำให้เกิดไฟลุกไหม้จนบุคคลอื่นได้รับบาดเจ็บ หรือเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต หรือทำให้ทรัพย์สินของบุคคลอื่นได้รับความเสียหาย
- การปลูก ไม่ได้หมายเฉพาะในการปลูกตั้งแต่ยังเป็นเมล็ด หรือยังเป็นต้นไม้ต้นเล็ก ๆ เท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึง การขุดต้นไม้ขนาดใหญ่ หรือที่โตเต็มที่มาหลายปีแล้ว นำมาใส่หรือวางลงในหลุมที่เตรียมไว้ด้วย
- คำว่า ต้นไม้หรือกอไผ่ด้วย หมายถึง ต้นไม้ทั่ว ๆ ไป และรวมทั้งกอไผ่ ไม่ว่าจะมีขนาดเล็ก หรือขนาดใหญ่เท่าใด ก็อยู่ในความหมายนี้ทั้งสิ้น
- ต้นไม้ไม่ได้จำกัดว่า เป็นต้นไม้ประเภทใด ดังนั้น จึงหมายรวมทั้ง ต้นไม้ยืนต้น หรือต้นไม้เลื้อยประเภทต่าง ๆ หรือต้นไม้ที่มีอายุไม่นานด้วย
-
ตามความในวรรคนี้ หมายความเฉพาะแต่ต้นไม้ หรือกอไผ่ หรือกิ่ง หรือใบของต้นไม้ หรือกอไผ่เท่านั้น ไม่ได้หมายรวมถึง กระถางต้นไม้ หรือกระถางกอไผ่ ซึ่งถือเป็นสิ่งของตกหล่นจากโรงเรียน ตามความหมายของมาตรา 436
1.17 ตามมาตรา 434 วรรคสาม บัญญัติว่า “ในกรณีที่กล่าวมาในสองวรรคข้างต้นนั้น ถ้ายังมีผู้อื่นอีกที่ต้องรับผิดชอบในการก่อให้เกิดเสียหายนั้นด้วยไซร้ ท่านว่าผู้ครองหรือเจ้าของจะใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาแก่ผู้นั้นก็ได้” หมายความว่า
- คำว่า ในกรณีที่กล่าวมาในสองวรรคข้างต้นนั้น หมายถึง ในกรณีที่บัญญัติไว้ในวรรคหนึ่ง หรือวรรคสอง
- คำว่า ถ้ายังมีผู้อื่นอีกที่ต้องรับผิดชอบในการก่อให้เกิดเสียหายนั้นด้วยไซร้ หมายถึง มีผู้ที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลภายนอกขึ้น ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยทางอ้อม เช่น ผู้รับจ้างในการก่อสร้าง ตามมาตรา 428 หรือวิศวกร หรือสถาปนิก หรือผู้ขายต้นไม้หรือกอไผ่ หรือผู้รับจ้างตกแต่งสวน หรือผู้รับจ้างนำต้นไม้หรือกอไผ่มาปลูก หรือผู้ที่มาซ่อมแซมโรงเรือน หรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น หรือผู้ที่มาตัดต้นไม้หรือกอไผ่ หรือผู้รับจ้างในการค้ำจุนกิ่งของต้นไม้หรือกอไผ่ หรือผู้ที่ทำให้เกิดความชำรุดบกพร่องแก่โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นนั้น
- แต่ผู้อื่นที่ต้องรับผิดดังกล่าวนั้น ต้องไม่ใช่ผู้ที่ทำละเมิดแก่บุคคลภายนอกโดยใช้โรงเรือน หรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น หรือต้นไม้ หรือกอไผ่ เป็นเครื่องมือในการทำละเมิดแก่บุคคลภายนอก ซึ่งไม่อยู่ในความหมายตามมาตรานี้
- คำว่า ท่านว่าผู้ครองหรือเจ้าของจะใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาแก่ผู้นั้น หมายถึง ถ้าผู้ครอบครอง หรือเจ้าของกรรมสิทธิ์ในโรงเรือน หรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น ซึ่งเป็นผู้ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่บุคคลภายนอกตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสองไปแล้ว สามารถจะไล่เบี้ยเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนที่ตนออกไปนั้น คืนจากผู้อื่นที่ต้องรับผิดดังกล่าวมาแล้วข้างต้นได้
- คำว่า ก็ได้ หมายถึง ผู้ครอบครองหรือเจ้าของกรรมสิทธิ์ในโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น ซึ่งได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บุคคลภายนอกตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสองไปแล้ว จะไม่ไล่เบี้ยเอาค่าสินไหมทดแทนที่ตนออกไปแล้วคืนก็ได้ เป็นความหมายเดียวกับมาตรา 432 วรรคสอง
- ตามความในวรรคนี้ แม้ว่าจะมีผู้อื่นที่ต้องรับผิดดังกล่าวมาแล้วข้างต้น แต่ผู้ครอบครอง หรือเจ้าของกรรมสิทธิ์ในโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น ก็ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บุคคลภายนอกตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสองไปก่อน แล้วจึงค่อยมาไล่เบี้ยเอาแก่ผู้อื่นที่ต้องรับผิดดังกล่าวมาแล้วนั้น ผู้ครอบครองหรือเจ้าของกรรมสิทธิ์ในโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นจะปฏิเสธให้บุคคลภายนอกไปเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนจากผู้อื่นที่ต้องรับผิดดังกล่าวมาแล้วนั้นเสียก่อนไม่ได้ เป็นความหมายเดียวกับมาตรา 432 วรรคสอง
1.18 ตามมาตรา 436 บัญญัติว่า “บุคคลผู้อยู่ในโรงเรือนต้องรับผิดชอบในความเสียหายอันเกิดเพราะของตกหล่นจากโรงเรือนนั้น หรือเพราะทิ้งขว้างของไปตกในที่อันมิควร” หมายความว่า
- คำว่า บุคคลผู้อยู่ในโรงเรือน หมายถึง ผู้ครอบครองหรือเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่พักอาศัยอยู่ในโรงเรือนขณะเกิดความเสียหายนั้น รวมถึงผู้อยู่อาศัยในโรงเรือนซึ่งอยู่ในความดูแล หรืออยู่ในครอบครัวของผู้ครอบครองหรือเจ้าของกรรมสิทธิ์โรงเรือนนั้นด้วย เช่น สามีหรือภริยา หรือลูก หรือหลาน หรือคนงานของผู้ครอบครองหรือเจ้าของกรรมสิทธิ์ ซึ่งพักอยู่กับผู้ครอบครองหรือเจ้าของกรรมสิทธิ์ในโรงเรือนนั้น
- ซึ่งอาจเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง เช่น ผู้เช่า หรือผู้เช่าซื้อ หรือเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในโรงเรือนคนใดคนหนึ่งหรือทั้งสองคนก็ได้ ถ้าเจ้าของกรรมสิทธิ์แบ่งบางส่วนของโรงเรือนนั้นให้ผู้อื่นเช่า และเจ้าของกรรมสิทธิ์ก็ยังพักอาศัยอยู่ในโรงเรือนนั้นด้วย
- โรงเรือน ไม่ได้มีความหมายเฉพาะ ที่พักอาศัยของบุคคลเท่านั้น แต่รวมถึงสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นที่มีลักษณะคล้ายกับโรงเรือนที่คนสามารถพักอาศัยอยู่ได้ด้วย เช่น โรงงานผลิตสินค้า หรือโกดังเก็บสินค้า หรือโบสถ์ หรือวิหาร หรือศาลาการเปรียญ แต่ไม่ได้หมายถึง สิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นที่คนพักอาศัยไม่ได้ เช่น อนุสาวรีย์ หรือเจดีย์
- คำว่า ต้องรับผิดชอบในความเสียหาย หมายถึง ผู้ครอบครองหรือเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ครอบครองหรืออาศัยอยู่ในโรงเรือนขณะเกิดความเสียหายนั้น ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทน ตามมาตรา 438 แก่บุคคลภายนอกที่ได้รับความเสียหาย
- คำว่า อันเกิดเพราะของตกหล่นจากโรงเรือนนั้น หมายถึง ความเสียหายที่เกิดแก่บุคคลภายนอกนั้น เกิดจากมีสิ่งของ หรือส่วนประกอบของโรงเรือนนั้นตกหล่นไปใส่หรือไปถูกบุคคลภายนอกได้รับบาดเจ็บ หรือเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต หรือทำให้ทรัพย์สินเสียหาย เช่น บ้าน หรือรถ หรือเอกสารของบุคคลภายนอกได้รับความเสียหาย
- ของตกหล่น หมายถึง สิ่งของที่ตั้งอยู่ในโรงเรือนนั้น ไม่ว่าจะตั้งอยู่ที่ใดก็ตาม เช่น โต๊ะ หรือตู้ หรือโซฟา หรือเครื่องเรือนอย่างอื่น อาจไม่จำต้องตั้งอยู่ที่ริมระเบียงเสมอไป รวมถึงชิ้นส่วนหรือส่วนประกอบของโรงเรือนนั้นด้วย เช่น กระเบื้องหลังคา หรือหน้าต่าง หรือราวเหล็กกั้นระเบียง หรือบันไดหนีไฟที่ติดตั้งอยู่นอกอาคาร หรือเครื่องปรับอากาศซึ่งติดตั้งอยู่ที่ผนังนอกอาคาร
- คำว่า หรือเพราะทิ้งขว้างของ หมายถึง สิ่งที่ตก หรือทิ้ง หรือเทออกจากโรงเรือนนั้น เช่น น้ำฝนที่ระบายทิ้งจากหลังคา หรือกันสาด หรือระเบียง หรือขยะ หรือวัสดุก่อสร้างที่ถูกรื้อออกหรือไม่ใช้แล้ว และถูกทิ้งหรือเทออกจากโรงเรือนนั้น ซึ่งตามปกติอาจมีรางระบายน้ำ หรือมีท่อหรือปล่องสำหรับระบายน้ำฝน หรือทิ้งขยะ หรือวัสดุก่อสร้างนั้น โดยเฉพาะอยู่แล้ว
- ตามความในประโยคนี้ ต้องไม่มีการทำละเมิดของบุคคลใด คือ ต้องไม่มีการจงใจทิ้ง หรือเป็นการทิ้งโดยประมาทของผู้ครอบครอง หรือเจ้าของกรรมสิทธิ์ หรือผู้อยู่อาศัยในโรงเรือน อันเป็นการทำละเมิดตามมาตรา 420 ซึ่งไม่อยู่ในความหมายตามมาตรานี้
- ขว้าง เป็นคำสร้อยของคำว่า ทิ้ง ไม่ได้หมายถึง การตั้งใจเหวี่ยง หรือโยนออกไป ตามความหมายปกติ
- มาตรานี้ แม้ความเสียหายจะเกิดจากสิ่งของตกหล่น หรือทิ้งจากโรงเรือน หรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นในลักษณะเดียวกับโรงเรือนก็ตาม โดยที่ผู้ครอบครองหรือเจ้าของกรรมสิทธิ์ในโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้าง หรือผู้อยู่อาศัยในโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างนั้นไม่ได้มีการทำละเมิดด้วย แต่เมื่อมีความเสียหายเกิดขึ้นแก่บุคคลอื่น กฎหมายจึงกำหนดให้ผู้ครอบครองหรือเจ้าของกรรมสิทธิ์ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่บุคคลที่ได้รับความเสียหายนั้น ถือเป็นความรับผิดเด็ดขาด หรือ Strict liability ของบุคคลตามกฎหมายอย่างหนึ่ง แม้ไม่มีการทำละเมิดเกิดขึ้นก็ตาม เป็นการกำหนดขึ้นเพื่อเยียวยาความเสียหายที่เกิดแก่บุคคลอื่นเช่นเดียวกับมาตรา 433 และมาตรา 434
- คำว่า ไปตกในที่อันมิควร หมายถึง ไปตกในสถานที่ซึ่งไม่ได้มีไว้สำหรับทิ้งสิ่งของนั้นโดยเฉพาะ เช่น แม้มีรางระบายน้ำสำหรับระบายน้ำฝนจากหลังคา หรือกันสาด หรือระเบียงเพื่อทิ้งลงท่อน้ำทิ้งด้านล่าง หรือมีท่อหรือปล่องสำหรับทิ้งขยะ หรือวัสดุก่อสร้างที่ไม่ใช้นั้น เพื่อทิ้งลงถังขยะด้านล่างโดยเฉพาะอยู่แล้ว แต่น้ำฝนที่ระบาย หรือขยะ หรือวัสดุก่อสร้างที่ไม่ใช้แล้วนั้น มีจำนวนมากเกินกว่าที่รางระบายน้ำ หรือท่อหรือปล่องสำหรับทิ้งนั้นจะสามารถระบายหรือถ่ายเทได้ทัน ทำให้มีน้ำฝน หรือขยะ หรือวัสดุก่อสร้างบางส่วนล้นจากรางระบายน้ำ หรือท่อหรือปล่องนั้น กระเด็นใส่ หรือตกใส่ หรือถูกบุคคลภายนอกได้รับบาดเจ็บ หรือเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต หรือทำให้ทรัพย์สินเสียหาย เช่น บ้าน หรือรถ หรือเอกสารของบุคคลภายนอกได้รับความเสียหาย
- ในที่อันมิควร หมายถึง ที่อื่น ๆ ทั่วไป ไม่ได้หมายถึง สถานที่แต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ยังหมายรวมถึง บุคคล หรือทรัพย์สินของบุคคลด้วย เป็นความหมายในทางตรงกันข้ามกับสถานที่ซึ่งมีไว้สำหรับทิ้งสิ่งของนั้นโดยเฉพาะ เช่น ท่อระบายน้ำ หรือท่อน้ำทิ้ง หรือถังขยะ
- 1.19 ตามมาตรา 437 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “บุคคลใดครอบครองหรือควบคุมดูแลยานพาหนะอย่างใด ๆ อันเดินด้วยกำลังเครื่องจักรกล บุคคลนั้นจะต้องรับผิดชอบเพื่อการเสียหายอันเกิดแต่ยานพาหนะนั้น เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าการเสียหายนั้นเกิดแต่เหตุสุดวิสัย หรือเกิดเพราะความผิดของผู้ต้องเสียหายนั้นเอง” หมายความว่า
- คำว่า บุคคลใด หมายถึง บุคคลธรรมดา ไม่รวมถึงนิติบุคคล
- คำว่า ครอบครอง หมายถึง ยึดถือ หรือหวงกัน หรือคุ้มครอง หรือใช้ประโยชน์
- ในกรณีนี้ไม่ได้หมายถึง การเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ซึ่งนิติบุคคลก็ย่อมเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ยานพาหนะในข้อความถัดไปได้ แต่หมายถึง การยึดถือ หรือหวงกัน หรือคุ้มครอง หรือใช้ประโยชน์ตามความเป็นจริง หากเจ้าของกรรมสิทธิ์ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา ได้ครอบครองยานพาหนะนั้นอยู่ด้วย ในขณะที่เกิดความเสียหาย เจ้าของกรรมสิทธิ์ในยานพาหนะนั้น ย่อมถือเป็นผู้ครอบครอง ตามความหมายในวรรคนี้ด้วย
- คำว่า ควบคุมดูแล หมายถึง สั่งการในการขับเคลื่อน หรือขับเคลื่อน หรือขับขี่
- ดูแล เป็นคำสร้อยของคำว่า ควบคุม ไม่ได้หมายความถึง การรักษา ตามความหมายปกติ
- คำว่า ยานพาหนะอย่างใด ๆ หมายถึง วัตถุหรือสิ่งประดิษฐ์ที่นำหรือพาคนให้เดินทางหรือเคลื่อนย้ายไปในที่ใด ๆ ตามความต้องการได้ ในกรณีนี้ไม่ได้หมายถึง สัตว์สำหรับขี่
- คำว่า อันเดินด้วยกำลังเครื่องจักรกล หมายถึง วัตถุหรือสิ่งประดิษฐ์ที่นำหรือพาคนให้เดินทางหรือเคลื่อนย้ายไปนั้น จะต้องขับเคลื่อนหรือเคลื่อนที่ไปด้วยแรงหรือกำลังที่ได้จากเครื่องยนต์หรือเครื่องจักร ไม่ว่าเครื่องยนต์หรือเครื่องจักรนั้นจะใช้พลังงานมาจากภายในวัตถุหรือสิ่งประดิษฐ์นั้น ที่เรียกว่า เครื่องยนต์สันดาปภายใน เช่น เครื่องยนต์เบนซิน หรือเครื่องยนต์ดีเซล หรือใช้พลังงานมาจากภายนอกวัตถุหรือสิ่งประดิษฐ์ ที่เรียกว่า เครื่องยนต์สันดาปภายนอก เช่น เครื่องจักรไอน้ำ
- รวมทั้งยานพาหนะหรือวัตถุหรือสิ่งประดิษฐ์นั้น อาจไม่ได้ติดตั้งเครื่องยนต์หรือเครื่องจักรในการขับเคลื่อนมาตั้งแต่ต้น เช่น เรือพายธรรมดา แต่เพิ่งมีการดัดแปลงนำเครื่องยนต์มาติดตั้งในภายหลัง เช่น เรือหางยาว หรือรถสามล้อที่มีการดัดแปลงติดตั้งเครื่องยนต์ขนาดเล็กในภายหลัง ที่เรียกว่า สกายแลป หรือรถไถนาที่มีการติดตั้งเครื่องยนต์ขนาดเล็กในภายหลังแล้วนำมาพ่วงกับกระบะให้สามารถโดยสารได้ ที่เรียกว่า รถไถเดินตาม ก็อยู่ในความหมายนี้เช่นกัน
- คำว่า บุคคลนั้น หมายถึง ผู้ครอบครอง หรือผู้ควบคุม คนใดคนหนึ่งหรือทั้งสองคนคำว่า จะต้องรับผิดชอบเพื่อการเสียหายอันเกิดแต่ยานพาหนะนั้น หมายถึง ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่บุคคลภายนอกที่ได้รับความเสียหาย สำหรับความเสียหายที่เกิดจากยานพาหนะหรือวัตถุหรือสิ่งประดิษฐ์นั้น
- ความเสียหาย หมายถึง ชิ้นส่วนหรืออุปกรณ์ของยานพาหนะหรือวัตถุหรือสิ่งประดิษฐ์นั้น ชำรุดบกพร่องหรือเสื่อมสภาพจากการใช้งานตามปกติ แต่ยังไม่ถึงกำหนดเวลาที่ต้องเปลี่ยน หรือเกิดจากเหตุที่ไม่สามารถคาดหมายได้อย่างอื่น แม้ชิ้นส่วนหรืออุปกรณ์นั้นจะยังใช้งานมาได้ไม่นานนัก จนเป็นเหตุให้ยานพาหนะหรือวัตถุหรือสิ่งประดิษฐ์นั้น พุ่งชน หรือทับ หรือกระแทกใส่ หรือเบียด หรือพลิกคว่ำจนบุคคลภายนอกได้รับบาดเจ็บ หรือเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต หรือทำให้ทรัพย์สินเสียหาย เช่น บ้าน หรือรถของบุคคลภายนอกได้รับความเสียหาย
- บุคคลภายนอกที่ได้รับความเสียหายจากยานพาหนะหรือวัตถุหรือสิ่งประดิษฐ์นั้น อาจอยู่ภายนอก หรือภายในยานพาหนะหรือวัตถุหรือสิ่งประดิษฐ์นั้นก็ได้
- แต่ถ้าการชำรุดบกพร่องของชิ้นส่วนหรืออุปกรณ์ของยานพาหนะหรือวัตถุหรือสิ่งประดิษฐ์นั้น เกิดจากความประมาทในการดูแลรักษาหรือซ่อมแซม หรือเกิดจากการจงใจทำให้ชิ้นส่วนหรืออุปกรณ์ของยานพาหนะหรือวัตถุหรือสิ่งประดิษฐ์นั้นเสียหายเพื่อให้เกิดความเสียหายขึ้นกับบุคคลภายนอกแล้ว ย่อมเป็นการทำละเมิดตามมาตรา 420 ซึ่งไม่อยู่ในความหมายตามมาตรานี้
- หากในขณะที่เกิดความเสียหาย มีเพียงผู้ครอบครองหรือผู้ควบคุม คนใดคนหนึ่งเป็นผู้สั่งการขับเคลื่อนยานพาหนะหรือวัตถุหรือสิ่งประดิษฐ์นั้น ผู้ครอบครองหรือผู้ควบคุมนั้น ย่อมต้องเป็นผู้รับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่บุคคลภายนอกที่ต้องเสียหายนั้นเพียงคนเดียว
- แต่ถ้าในขณะที่เกิดความเสียหายนั้น มีทั้งผู้ครอบครองและผู้ควบคุม เป็นผู้สั่งการขับเคลื่อนยานพาหนะหรือวัตถุหรือสิ่งประดิษฐ์นั้นทั้งสองคน ทั้งผู้ครอบครองและผู้ควบคุมต้องร่วมกันรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่บุคคลภายนอกที่ต้องเสียหาย
- แม้ว่าในขณะที่เกิดความเสียหาย ผู้ครอบครองจะไม่ได้เป็นผู้สั่งการขับเคลื่อนยานพาหนะหรือวัตถุหรือสิ่งประดิษฐ์นั้น คงมีแต่ผู้ควบคุมเป็นผู้สั่งการขับเคลื่อนยานพาหนะหรือวัตถุหรือสิ่งประดิษฐ์นั้นเพียงคนเดียว หรือผู้ครอบครองจะร่วมเป็นผู้สั่งการขับเคลื่อนด้วยก็ตาม แต่ผู้ครอบครองก็ยังครอบครอง หรือใช้ประโยชน์อยู่ด้วยในหรือบนยานพาหนะหรือวัตถุหรือสิ่งประดิษฐ์นั้น ดังนี้ ทั้งผู้ครอบครองและผู้ควบคุมก็ต้องร่วมกันรับผิดชอบใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่บุคคลภายนอกที่ต้องเสียหาย ทั้งนี้เพราะผู้ครอบครองย่อมมีอำนาจสั่งการแก่ผู้ควบคุมได้ตลอดเวลาที่ตนอยู่ในหรือบนยานพาหนะหรือวัตถุหรือสิ่งประดิษฐ์นั้น
- คำว่า เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าการเสียหายนั้นเกิดแต่ หมายถึง ผู้ครอบครองหรือผู้ควบคุมที่ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่บุคคลภายนอกที่ต้องเสียหายสามารถพิสูจน์ หรือนำสืบพยานหลักฐานให้เห็นได้ว่า
- ตามความในประโยคนี้ เป็นการกำหนดหน้าที่นำสืบหรือภาระการพิสูจน์ของผู้ครอบครองหรือผู้ควบคุมที่ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่บุคคลภายนอกที่ต้องเสียหาย จะต้องเป็นผู้พิสูจน์หรือนำสืบพยานหลักฐานว่า ความเสียหายนั้นเกิดจากเหตุสุดวิสัยหรือเกิดจากความผิดของผู้ต้องเสียหายนั้น ตามที่บัญญัติไว้ในข้อความถัดไป
- คำว่า เหตุสุดวิสัย หมายถึง ภัยที่เกิดจากธรรมชาติ เช่น พายุ หรือน้ำท่วม หรือแผ่นดินไหว ตามความหมายในมาตรา 8
- คำว่า หรือเกิดเพราะความผิดของผู้ต้องเสียหายนั้นเอง หมายถึง ความเสียหายตามความในวรรคนี้เกิดจากการกระทำของผู้เสียหายนั้นเอง เช่น ผู้เสียหายแอบดัดแปลงหรือถอดชิ้นส่วน หรืออุปกรณ์ของเบรกหรือห้ามล้อของรถยนต์ของเพื่อนออก จนทำให้เบรกหรือห้ามล้อของรถยนต์นั้น ชำรุดบกพร่องหรือไม่มีสำหรับหยุดการเคลื่อนที่ หรือห้ามล้อรถยนต์ได้ เมื่อผู้เสียหายติดเครื่องยนต์ของรถยนต์คันดังกล่าว รถยนต์จึงพุ่งชน หรือทับ หรือกระแทกใส่ผู้เสียหายเสียเอง
- ตามความในวรรคนี้ ต้องไม่มีการทำละเมิดของบุคคลใด คือ ต้องไม่มีการกระทำโดยจงใจหรือการกระทำโดยประมาทของผู้ครอบครองหรือผู้ควบคุมสั่งการขับเคลื่อนยานพาหนะหรือวัตถุหรือสิ่งประดิษฐ์นั้น อันเป็นการทำละเมิดตามมาตรา 420 ซึ่งไม่อยู่ในความหมายตามวรรคนี้
- ตามมาตรานี้ แม้ความเสียหายจะเกิดจากยานพาหนะหรือวัตถุหรือสิ่งประดิษฐ์ หรือทรัพย์ซึ่งทำให้เกิดอันตรายได้ตามความในวรรคสอง โดยที่ผู้ครอบครองหรือผู้ควบคุมสั่งการขับเคลื่อนยานพาหนะหรือวัตถุหรือสิ่งประดิษฐ์ หรือทรัพย์ซึ่งทำให้เกิดอันตรายได้นั้น ไม่ได้มีการทำละเมิดด้วย แต่เมื่อมีความเสียหายเกิดขึ้นแก่บุคคลอื่น กฎหมายจึงกำหนดให้ผู้ครอบครองหรือผู้ควบคุมสั่งการขับเคลื่อนต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่บุคคลที่ได้รับความเสียหายนั้น ถือเป็นความรับผิดเด็ดขาด หรือ Strict liability ของบุคคลตามกฎหมายอย่างหนึ่ง แม้ไม่มีการทำละเมิดเกิดขึ้นก็ตาม เป็นการกำหนดขึ้นเพื่อเยียวยาความเสียหายที่เกิดแก่บุคคลอื่นเช่นเดียวกับมาตรา 433 , มาตรา 434 และมาตรา 436
1.20 ตามมาตรา 437 วรรคสอง บัญญัติว่า “ความข้อนี้ให้ใช้บังคับได้ตลอดถึงบุคคลผู้มีไว้ในครอบครองของตน ซึ่งทรัพย์อันเป็นของเกิดอันตรายได้โดยสภาพ หรือโดยความมุ่งหมายที่จะใช้ หรือโดยอาการกลไกของทรัพย์นั้นด้วย” หมายความว่า
- คำว่า ความข้อนี้ให้ใช้บังคับได้ตลอดถึง หมายถึง ตามความที่บัญญัติไว้ในวรรคหนึ่ง ให้นำมาใช้บังคับในวรรคสองนี้ด้วย
- คำว่า บุคคลผู้มีไว้ในครอบครองของตน หมายถึง บุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคลที่มีของซึ่งทำให้เกิดอันตรายได้ไว้ในครอบครอง
- คำว่า ซึ่งทรัพย์อันเป็นของเกิดอันตรายได้ หมายถึง ทรัพย์สินที่มีไว้ในครอบครองนั้น สามารถก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้อื่น หรือทรัพย์สินของผู้อื่นได้ เช่น วัตถุมีคมต่าง ๆ หรืออาวุธปืน หรือวัตถุระเบิด หรือน้ำมัน หรือแก๊ส หรือกระแสไฟฟ้า หรือวัตถุมีพิษ หรือวัตถุกัมตภาพรังสีต่าง ๆ
- แต่ไม่หมายถึง สัตว์มีพิษ เช่น งูพิษ หรือแมงป่อง หรือตะขาบที่บุคคลเลี้ยงไว้ ซึ่งอยู่ในความหมายของมาตรา 433
- คำว่า โดยสภาพ หมายถึง วัตถุนั้นสามารถก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้อื่น หรือทรัพย์สินของผู้อื่นได้โดยองค์ประกอบ หรือตัวของวัตถุนั้นเอง เช่น วัตถุมีคมต่าง ๆ หรืออาวุธปืน หรือวัตถุระเบิด หรือน้ำมัน หรือแก๊ส หรือกระแสไฟฟ้า หรือวัตถุมีพิษ หรือวัตถุกัมตภาพรังสีต่าง ๆ
- คำว่า หรือโดยความมุ่งหมายที่จะใช้ หมายถึง ตามองค์ประกอบ หรือตัวของวัตถุนั้น ไม่สามารถก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้อื่น หรือทรัพย์สินของผู้อื่นได้ แต่เมื่อมีการใช้วัตถุนั้น อาจทำให้เกิดอันตรายแก่ผู้อื่นหรือทรัพย์สินของผู้อื่นได้ เช่น แบตเตอรี่ปกติไม่มีอันตราย แต่เมื่อใช้สร้างกระแสไฟฟ้าอาจร้อนจนระเบิดได้ หรือหม้อต้มน้ำในโรงงานอุตสาหกรรม เมื่อยังไม่ได้ใช้ ไม่มีอันตรายใด ๆ แต่เมื่อใช้ต้มน้ำจะเกิดความดันจนอาจทำให้เกิดระเบิดได้ หรือเครื่องทำน้ำอุ่นไฟฟ้า เมื่อยังไม่ได้ใช้ไม่มีอันตรายใด ๆ แต่เมื่อต่อกระแสไฟฟ้าเข้าแล้ว อาจเกิดกระแสไฟฟ้ารั่ว หรือหม้อต้มน้ำภายในเครื่องทำน้ำอุ่นไฟฟ้าอาจระเบิดทำอันตรายแก่ผู้อื่นหรือทรัพย์สินของผู้อื่นได้
- คำว่า หรือโดยอาการกลไกของทรัพย์นั้นด้วย หมายถึง ตามองค์ประกอบ หรือตัวของวัตถุนั้น ไม่สามารถก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้อื่น หรือทรัพย์สินของผู้อื่นได้ แต่เมื่อมีการใช้วัตถุนั้น กลไกในขณะทำงานของวัตถุหรือเครื่องจักรหรือเครื่องยนต์นั้นอาจทำให้เกิดอันตรายแก่ผู้อื่นหรือทรัพย์สินของผู้อื่นได้ เช่น บันไดเลื่อนในห้างสรรพสินค้า ในขณะที่ไม่ได้ใช้ก็ไม่มีอันตรายใด ๆ แต่เมื่อมีการทำงานกลไก หรือขั้นบันได หรือราวบันได หรือราวมือ ( Handrill) สำหรับให้ผู้ใช้บันไดเลื่อนใช้มือจับนั้นหมุน สามารถดึงเสื้อผ้าหรือรองเท้าหรือเส้นผมหรือนิ้วมือของผู้ใช้บันไดเลื่อนเข้าไป ทำให้เกิดอันตรายแก่ผู้ใช้บันไดเลื่อน หรือทรัพย์สินของผู้ใช้บันไดเลื่อนได้
- วัตถุหรือเครื่องมือหรือเครื่องจักรที่ทำให้เกิดอันตรายแก่ผู้อื่นหรือทรัพย์สินของผู้อื่นได้โดยสภาพ หรือเมื่อมีการใช้วัตถุนั้น หรือโดยอาการกลไกของวัตถุหรือเครื่องมือ หรือเครื่องจักรนั้น ซึ่งมีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือสองอย่าง หรือทั้งสามอย่างที่กล่าวมาแล้ว ก็ถือเป็นทรัพย์อันเป็นของเกิดอันตรายได้ ตามความหมายในวรรคนี้แล้ว
- ตามวรรคนี้ บุคคลที่มีทรัพย์ซึ่งทำให้เกิดอันตรายได้ไว้ในครอบครองสามารถพิสูจน์ว่า ความเสียหายนั้นเกิดจากเหตุสุดวิสัย หรือเกิดจากความผิดของผู้เสียหายนั้นเอง ตามที่บัฐฐัติไว้ในวรรคหนึ่งได้เช่นเดียวกัน
- ตามความในวรรคนี้ ก็ต้องไม่มีการทำละเมิดของบุคคลใด คือ ต้องไม่มีการกระทำโดยจงใจหรือการกระทำโดยประมาทของบุคคลที่มีทรัพย์ซึ่งทำให้เกิดอันตรายได้ไว้ในครอบครอง หรือผู้ควบคุมการทำงานของวัตถุหรือเครื่องมือหรือเครื่องจักรที่ทำให้เกิดอันตรายแก่ผู้อื่นหรือทรัพย์สินของผู้อื่นได้นั้น อันเป็นการทำละเมิดตามมาตรา 420 ซึ่งไม่อยู่ในความหมายตามวรรคนี้
2. การใช้ค่าสินไหมทดแทน
2.1 ตามมาตรา 438 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “ค่าสินไหมทดแทนจะพึงใช้โดยสถานใดเพียงใดนั้น ให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด” หมายความว่า
- คำว่า ค่าสินไหมทดแทนจะพึงใช้ หมายถึง เงิน หรือการกระทำ หรือวิธีการที่ผู้ทำละเมิดต้องใช้หรือต้องกระทำเพื่อเยียวยาความเสียหายซึ่งบุคคลที่ถูกทำละเมิดได้รับ
- ค่าสินไหมทดแทนตามความในวรรคนี้ ไม่ได้ถึงเงินเพียงอย่างเดียว แต่ยังหมายรวมถึง การกระทำหรือวิธีการที่จะให้ผู้ทำละเมิดกระทำเพื่อชดเชย หรือเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการทำละเมิด เพื่อให้ผู้ถูกทำละเมิดได้คืนสู่ฐานะหรือสภาพที่เป็นอยู่ก่อนถูกทำละเมิดให้มากที่สุดด้วย เช่น การประกาศขอโทษผู้ถูกทำละเมิดในหนังสือพิมพ์ หรือการกล่าวขอโทษต่อหน้าศาล หรือการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของผู้ถูกทำละเมิด ก็ถือเป็นค่าสินไหมทดแทนเช่นเดียวกัน
- ตามวรรคนี้เป็นหลักในการพิจารณากำหนดค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ถูกทำละเมิดว่า ศาลสามารถจะกำหนดค่าสินไหมทดแทนในลักษณะใด และเป็นจำนวนเท่าใดได้ ส่วนมาตราถัดจากนี้ไปจนถึงมาตรา 447 เป็นเพียงมาตราที่ขยายความเรื่องค่าสินไหมทดแทน สำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นในกรณีต่าง ๆ ให้มีรายละเอียดที่ชัดเจนมากขึ้น
- หากกำหนดค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน ผู้ถูกทำละเมิดย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยร้อยละ 5 ตามมาตรา 7 จากเงินค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวได้ด้วย
- คำว่า โดยสถานใด หมายถึง จะใช้ค่าสินไหมทดแทนอย่างไร หรือโดยวิธีใดบ้าง เช่น ใช้เป็นเงินโดยแบ่งชำระเป็นงวด ๆ กี่งวด งวดแรกเป็นจำนวนเท่าใด งวดที่เหลือเป็นจำนวนเท่าใด หรือใช้เป็นเงินจำนวนหนึ่ง และประกาศหนังสือพิมพ์ขอโทษผู้ถูกทำละเมิดเป็นเวลากี่วัน หรือให้จ่ายค่าเลี้ยงดูและค่าการศึกษาแก่บุตรผู้ถูกทำละเมิดจนกว่าจะอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์
- คำว่า เพียงใด หมายถึง เป็นจำนวนเท่าใด หรือเป็นระยะเวลานานเท่าใด เช่น ให้จ่ายค่าเลี้ยงและค่าการศึกษาแก่บุตรของผู้ถูกทำละเมิด โดยจ่ายเป็นเงินเดือนละ 5,000 บาท และค่าการศึกษาเท่าที่ได้ออกไปจริงจนกว่าจะอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ หรือกำหนดให้จ่ายครั้งเดียวเป็นเงิน 300,000 บาท หรือให้ลงประกาศขอโทษผู้ถูกทำละเมิดในหนังสือพิมพ์ติดต่อกันเป็นเวลา 7 วัน หรือให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของผู้ถูกทำละเมิดภายในเวลา 30 วัน
- คำว่า ให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่ หมายถึง ให้ศาลกำหนดค่าสินไหมทดแทนเพื่อชดเชย หรือเยียวยาความเสียหายเท่าที่ผู้ถูกทำละเมิดได้รับความเสียหายจริง หรือตามข้อตกลงที่คู่ความได้ตกลงกัน และศาลเห็นว่าข้อตกลงนั้นพอสมควรแก่ความเสียหายซึ่งผู้ถูกทำละเมิดได้รับ
- ตามวรรคนี้บัญญัติให้ศาลกำหนดค่าสินไหมทดแทนเพื่อชดเชย หรือเยียวยาความเสียหายตามความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงเท่านั้น เนื่องจากถือว่าการทำละเมิดเป็นการก่อหนี้ในลักษณะหนึ่ง ซึ่งลูกหนี้จะต้องชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตามจำนวนที่เป็นหนี้กันจริงเท่านั้น ไม่ได้บัญญัติให้ศาลกำหนดค่าสินไหมทดแทนเพื่อเป็นการลงโทษแก่ผู้ทำละเมิด หรือ Punitive Damages สำหรับการทำละเมิดที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด ดังนั้น ที่ผ่านมาศาลไทยมักจะกำหนดค่าสินไหมมดแทนให้ใกล้เคียงกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงเท่านั้น ไม่เคยกำหนดค่าสินไหมมดแทนเป็นจำนวนสูงมากเกินกว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงแต่อย่างใด
- คำว่า พฤติการณ์ หมายถึง ลักษณะหรือการกระทำที่ทำให้เกิดการละเมิด หรือข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับตัวผู้ทำละเมิดหรือตัวผู้ถูกทำละเมิด หรือสภาพแวดล้อมภายนอกในขณะเกิดการทำละเมิด หรือ Objective เช่น เป็นการทำละเมิดต่อผู้หญิงและเด็ก หรือเป็นการทำละเมิดที่ผู้ทำละเมิดไม่ได้ใส่ใจในความปลอดภัยของผู้อื่นเลยแม้แต่น้อย หรือเป็นการลักอาหารเนื่องจากผู้ทำละเมิดอดอาหารมาหลายวันแล้ว หรือเหตุละเมิดเกิดขึ้นเนื่องจากฝนตกหนัก และเป็นเวลาค่ำ ซึ่งผู้ทำละเมิดเป็นหญิงต้องรีบขับรถกลับบ้านเพื่อไปดูแลบุตรที่อยู่ที่บ้านเพียงลำพัง จึงเกิดเฉี่ยวชนกับรถของผู้ถูกทำละเมิด
- พฤติการณ์ เมื่ออ่านรวมกับข้อความถัดไป หมายถึง พฤติการณ์แห่งละเมิด
- พฤติการณ์ ไม่ได้หมายความว่า การกระทำของผู้ทำละเมิดเป็นการกระทำที่ทำให้เกิดละเมิดอย่างร้ายแรงเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึง การกระทำของผู้ทำละเมิดเป็นการกระทำที่ทำให้เกิดละเมิดขึ้นเพียงเล็กน้อย หรือเป็นการทำละเมิดด้วยความเข้าใจผิด หรือด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ด้วย
- คำว่า และความร้ายแรงแห่งละเมิด หมายถึง ความรุนแรงของการละเมิด หรือปริมาณความเสียหายที่เกิดจากการละเมิด หรือจำนวนผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการละเมิด เช่น ผู้ทำละเมิดมีจำนวนหลายคนเข้าชกต่อยผู้ถูกทำละเมิดเพียงคนเดียวที่ป้ายรถเมล์ในขณะที่มีคนกำลังรอรถเมล์อยู่เป็นจำนวนมาก ถือว่าเป็นการกระทำโดยอุกอาจในที่สาธารณะต่อหน้าคนเป็นจำนวนมาก หรือผู้ทำละเมิดขับรถด้วยความเร็วสูงด้วยความคึกคะนองในถนนที่มีการจราจรหนาแน่น จึงทำให้เกิดการเฉี่ยวชนกับรถเป็นจำนวนหลายคัน หรือผู้ทำละเมิดลักกล่องนม UHT ของผู้ถูกทำละเมิดไปเพียงกล่องเดียวเพื่อให้บุตรรับประทานเท่านั้น
- ตามความในวรรคนี้ไม่ได้หมายถึงว่า การละเมิดนั้นจะต้องทำให้เกิดความเสียหายขึ้นอย่างมากเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึง การทำละเมิดนั้นทำให้เกิดความเสียหายขึ้นเพียงเล็กน้อยด้วย
- ตามปกติความรุนแรงของการละเมิด มักจะมีความสัมพันธ์โดยตรงกับปริมาณความเสียหายที่เกิดจากการละเมิดนั้น แต่อาจมีบางกรณีที่ไม่เป็นเช่นนั้นก็ได้ เช่น ผู้ทำละเมิดขับรถด้วยความเร็วสูงด้วยความคึกคะนองในถนนที่มีการจราจรหนาแน่น แต่เกิดการเฉี่ยวชนกับรถเพียงคันเดียว และมีความเสียหายที่เกิดขึ้นกับรถคันดังกล่าวเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
2.2 ตามมาตรา 438 วรรคสอง บัญญัติว่า “อนึ่ง ค่าสินไหมทดแทนนั้น ได้แก่การคืนทรัพย์สินอันผู้เสียหายต้องเสียไปเพราะละเมิด หรือใช้ราคาทรัพย์สินนั้น รวมทั้งค่าเสียหายอันจะพึงบังคับให้ใช้เพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ อันได้ก่อขึ้นนั้นด้วย” หมายความว่า
- คำว่า ค่าสินไหมทดแทนนั้น หมายถึง ค่าสินไหมทดแทนตามวรรคหนึ่ง
- คำว่า ได้แก่ หมายถึง ข้อความถัดไปเป็นเพียงการยกตัวอย่างเท่านั้น ยังอาจมีวิธีการ หรือการกระทำอย่างอื่นอีกก็ได้ เช่น การรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง หรือการถมที่ดินให้มีสภาพเหมือนเดิม หรือการเปิดทางให้ผู้ถูกทำละเมิดผ่านเข้าออกได้
- คำว่า การคืนทรัพย์สินอันผู้เสียหายต้องเสียไปเพราะละเมิด หมายถึง การคืนทรัพย์สินที่ผู้ทำละเมิดเอาไป หรือทำให้สูญหาย หรือทำให้เสียหายจนใช้การไม่ได้
- การคืนทรัพย์สินตามวรรคนี้ อาจเป็นการคืนทรัพย์สินชิ้นเดิม หรือเป็นการนำทรัพย์สินชิ้นใหม่ที่มีประเภทและชนิดเดียวกันในปริมาณที่เท่ากันมาคืนแทน หรืออาจเป็นทรัพย์สินประเภทและชนิดอื่นที่ผู้ถูกทำละเมิดตกลงยอมรับก็ได้
- คำว่า หรือใช้ราคาทรัพย์สินนั้น หมายถึง หากไม่สามารถคืนทรัพย์สินแก่ผู้ถูกทำละเมิดได้ ตามวรรคนี้จึงได้กำหนดทางแก้ คือ ให้ผู้ทำละเมิดใช้ราคาทรัพย์สินนั้นแก่ผู้ถูกทำละเมิดแทนทรัพย์สินที่ไม่สามารถคืนได้นั้น
- หากคู่ความทั้งสองฝ่ายไม่สามารถตกลงกันในจำนวนเงินที่ต้องใช้ให้แก่กันได้ หรือผู้ถูกทำละเมิดไม่สามารถนำสืบได้ว่าได้รับความเสียหายจริงเท่าใด ศาลก็จะเป็นผู้พิจารณากำหนดค่าสินไหมทดแทนให้ตามที่เห็นสมควร
- ในการใช้ราคาทรัพย์สินเป็นเงิน ผู้ถูกทำละเมิดย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยร้อยละ 5 ตามมาตรา 7 จากเงินจำนวนดังกล่าวได้ ตามมาตรา 440
- คำว่า รวมทั้งค่าเสียหายอันจะพึงบังคับให้ใช้เพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ อันได้ก่อขึ้นนั้นด้วย หมายถึง นอกจากการคืนทรัพย์สิน หรือใช้ราคาทรัพย์สินแล้ว ค่าสินไหมทดแทนยังหมายรวมถึง ค่าเสียหาย หรือวิธีการ หรือการกระทำอย่างอื่น ๆ ที่จะกำหนดเพื่อแก้ไข หรือชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการทำละเมิดนั้นด้วย เช่น การประกาศหนังสือพิมพ์ หรือการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำ หรือการเปิดทางให้ผู้ถูกทำละเมิดเข้าออกได้
- ค่าเสียหายมีความหมายเช่นเดียวกับคำว่า ค่าสินไหมทดแทน ตามวรรคหนึ่ง ซึ่งไม่ได้มีความหมายถึง เงิน เพียงอย่างเดียวเท่านั้น
- แต่แม้จะกำหนดค่าเสียหายเป็นวิธีการ หรือการกระทำ ศาลก็ยังอาจกำหนดค่าเสียหายเป็นเงินอีกจำนวนหนึ่งเพิ่มเติมให้แก่ผู้ถูกทำละเมิดก็ได้
- หากกำหนดค่าเสียหายเป็นเงิน ผู้ถูกทำละเมิดย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยร้อยละ 5 ตามมาตรา 7 จากจำนวนเงินค่าเสียหายดังกล่าวได้ด้วย
2.3 ตามมาตรา 439 บัญญัติว่า “บุคคลผู้จำต้องคืนทรัพย์อันผู้อื่นต้องเสียไปเพราะละเมิดแห่งตนนั้น ยังต้องรับผิดชอบตลอดถึงการที่ทรัพย์นั้นทำลายลงโดยอุบัติเหตุ หรือการคืนทรัพย์ตกเป็นพ้นวิสัยเพราะเหตุอย่างอื่นโดยอุบัติเหตุ หรือทรัพย์นั้นเสื่อมเสียลงโดยอุบัติเหตุนั้นด้วย เว้นแต่เมื่อการที่ทรัพย์ทำลาย หรือตกเป็นพ้นวิสัยจะคืน หรือเสื่อมเสียนั้น ถึงแม้ว่าจะมิได้มีการทำละเมิด ก็คงจะต้องตกไปเป็นอย่างนั้นอยู่เอง” หมายความว่า
- คำว่า บุคคลผู้จำต้องคืนทรัพย์อันผู้อื่นต้องเสียไปเพราะละเมิดแห่งตนนั้น หมายถึง ผู้ทำละเมิดที่เอาทรัพย์สินของผู้อื่นไป ต้องนำทรัพย์สินที่ได้เอาไปนั้นมาคืนให้แก่ผู้อื่น
- ตามมาตรานี้เป็นการคืนทรัพย์สินชิ้นเดิมที่ผู้ทำละเมิดเอาไป แต่ถ้าไม่สามารถนำทรัพย์สินชิ้นเดิมที่ผู้ทำละเมิดเอาไปมาคืนได้ ก็อาจต้องนำทรัพย์สินชิ้นใหม่ที่ใช้ทรัพย์สินอื่นชนิดเดียวกันและในปริมาณที่เท่ากันมาคืนแทน หรือใช้ราคาทรัพย์สินแทน ตามมาตรา 438 และมาตรา 440
- คำว่า ยังต้องรับผิดชอบตลอดถึง หมายถึง ผู้ทำละเมิดที่เอาทรัพย์สินของผู้อื่นไป ต้องรับผิดในกรณีที่ไม่สามารถนำทรัพย์สินชิ้นเดิมมาคืนได้ เพราะเหตุตามที่บัญญัติไว้ในข้อความถัดไป แม้ว่าผู้ทำละเมิดมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือทำให้เกิดเหตุนั้นขึ้นก็ตาม
- คำว่า การที่ทรัพย์นั้นทำลายลงโดยอุบัติเหตุ หมายถึง ทรัพย์สินนั้นถูกทำให้เสียหายหมดทั้งชิ้น โดยเหตุที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน หรือไม่ได้คาดหมายมาก่อน หรือไม่สามารถคาดหมายได้ หรือถูกทำให้เสียหายเกือบหมดทั้งชิ้นโดยเหตุที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน หรือไม่ได้คาดหมายมาก่อน หรือไม่สามารถคาดหมายได้ แต่ส่วนที่เหลือไม่สามารถใช้การได้อีกต่อไป และไม่สามารถซ่อมแซมเพื่อนำกลับมาคืนได้
- อุบัติเหตุ คือ เหตุที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน หรือไม่ได้คาดหมายมาก่อน หรือไม่สามารถคาดหมายล่วงหน้าได้ แต่ก็ยังเป็นเหตุที่สามารถป้องกันได้ ถ้าหากใช้ความระมัดระวังให้เพียงพอ เป็นคนละความหมายกับเหตุสุดวิสัย ตามมาตรา 8 ซึ่งหมายถึง เหตุที่เกิดจากภัยธรรมชาติที่ไม่สามารถป้องกันได้ แม้ว่าจะใช้ความระมัดระวังอย่างเพียงพอแล้วก็ตาม
- ทำลายลง คือ เสียหายหรือเสียหายเกือบหมดทั้งชิ้นแต่ยังเหลือซากของทรัพย์สินนั้น
- คำว่า หรือการคืนทรัพย์ตกเป็นพ้นวิสัยเพราะเหตุอย่างอื่นโดยอุบัติเหตุ หมายถึง ไม่สามารถนำทรัพย์สินชิ้นเดิมมาคืนได้ เพราะทรัพย์สินนั้นถูกทำให้สูญหายไปหมดทั้งชิ้น โดยเหตุที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน หรือไม่ได้คาดหมายมาก่อน หรือไม่สามารถคาดหมายได้
- เหตุอย่างอื่น คือ เหตุที่ทำให้ไม่สามารถนำทรัพย์สินชิ้นเดิมมาคืนได้ ในกรณีอื่นที่ไม่ใช่การทำให้เสียหาย เช่น ทรัพย์สินนั้นจมน้ำสูญหายไป หรือทรัพย์สินนั้นถูกโอนเปลี่ยนเจ้าของหลายรายจนไม่รู้ว่าทรัพย์นั้นไปอยู่ที่ไหน
- พ้นวิสัย คือ เกินความสามารถที่จะทำได้ เป็นคนละความหมายกับเหตุสุดวิสัยตามมาตรา 8
- คำว่า หรือทรัพย์นั้นเสื่อมเสียลงโดยอุบัติเหตุนั้นด้วย หมายถึง ทรัพย์สินนั้นเสื่อมสภาพลงจนไม่สามารถใช้การได้ โดยเหตุที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน หรือไม่ได้คาดหมายมาก่อน หรือไม่สามารถคาดหมายได้ และไม่สามารถซ่อมแซมให้นำกลับมาใช้งานได้
- คำว่า เว้นแต่เมื่อการที่ทรัพย์ทำลาย หรือตกเป็นพ้นวิสัยจะคืน หรือเสื่อมเสียนั้น หมายถึง เป็นการกำหนดหน้าที่นำสืบหรือภาระการพิสูจน์ของผู้ทำละเมิด ซึ่งต้องรับผิดนำทรัพย์สินที่ได้เอาไปนั้นมาคืนให้แก่ผู้ถูกทำละเมิดที่จะต้องพิสูจน์ให้เห็นได้ว่า ในเหตุที่ทำให้ทรัพย์สินนั้นถูกทำลายลง หรือตกเป็นพ้นวิสัยจะที่นำมาคืน หรือเสื่อมเสียจนใช้การไม่ได้นั้น เป็นกรณีที่เกิดขึ้นตามที่บัญญัติไว้ในข้อความถัดไป
- คำว่า ถึงแม้ว่าจะมิได้มีการทำละเมิด ก็คงจะต้องตกไปเป็นอย่างนั้นอยู่เอง หมายถึง แม้จะไม่ได้มีการทำละเมิดทรัพย์สินนั้นก็ต้องเสื่อมเสียจนใช้งานไม่ได้อยู่แล้วตามสภาพของทรัพย์สินนั้น เช่น ทรัพย์สินนั้นเป็นอาหารสดที่เสียได้อย่างรวดเร็วโดยสภาพ ซึ่งแม้ว่าผู้ทำละเมิดจะไม่ได้เอาไป แต่ผู้ถูกทำละเมิดก็ไม่ได้นำมาใช้ปรุงอาหาร เพราะเดินทางไปทำธุระ หรือท่องเที่ยวที่ต่างประเทศอยู่ เมื่อผู้ถูกทำละเมิดเดินทางกลับมาอาหารสดนั้น ก็ต้องเน่าเสียไปตามปกติอยู่แล้ว เป็นความหมายคล้ายกับมาตรา 660
- แม้จะพิสูจน์ให้เห็นได้ตามข้อยกเว้นนี้ ก็คงมีความหมายเพียงว่า ผู้ทำละเมิดไม่ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนในความเสียหายที่เกิดขึ้นกับทรัพย์สินซึ่งถูกทำลายลง หรือตกเป็นพ้นวิสัยจะที่นำมาคืน หรือเสื่อมเสียจนใช้การไม่ได้เท่านั้น แต่ไม่ได้หมายความถึงขนาดว่า การกระทำนั้นไม่เป็นละเมิดและผู้ทำละเมิดจะไม่ต้องรับผิดอย่างใดเลย ทั้งนี้เพราะผู้ทำละเมิดเอาทรัพย์สินของผู้อื่นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ถ้าเกิดความเสียหายอย่างอื่นแก่ผู้ถูกทำละเมิด เช่น เกิดความเสียหายต่อสิทธิครอบครองเคหสถาน เนื่องจากผู้ทำละเมิดบุกรุกเข้าไปเอาทรัพย์สินดังกล่าว หรือเกิดความเสียหายในทางจิตใจ เนื่องจากผู้ถูกทำละเมิดรู้สึกตกใจกลัวอย่างมากจากการทำละเมิด อันเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นกับตัวผู้ถูกทำละเมิด ไม่ใช่ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับทรัพย์สินซึ่งผู้ทำละเมิดไม่ต้องรับผิดตามที่บัญญัติในมาตรานี้ ผู้ทำละเมิดก็ยังคงต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนต่อผู้ถูกทำละเมิดในความเสียหายดังกล่าวอยู่ ตามมาตรา 438
- แต่ถ้าการเอาทรัพย์สินไปซึ่งเป็นละเมิดนั้น เป็นความผิดในทางอาญาด้วย ผู้ทำละเมิดก็ยังต้องรับโทษสไหรับความผิดในทางอาญานั้นอยู่ ไม่สามารถนำมาตรานี้ไปเป็นข้อยกเว้นความผิด หรือยกเว้นโทษสำหรับความผิดในทางอาญานั้นได้
2.4 ตามมาตรา 440 บัญญัติว่า “ในกรณีที่ต้องใช้ราคาทรัพย์อันได้เอาของเขาไปก็ดี ในกรณีที่ต้องใช้ราคาทรัพย์อันลดน้อยลงเพราะบุบสลายก็ดี ฝ่ายผู้ต้องเสียหายจะเรียกดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่จะต้องใช้ คิดตั้งแต่เวลาอันเป็นฐานที่ตั้งแห่งการประมาณราคานั้นก็ได้” หมายความว่า
- คำว่า ในกรณีที่ต้องใช้ราคาทรัพย์อันได้เอาของเขาไปก็ดี หมายถึง ผู้ทำละเมิดต้องรับผิดใช้เงินเป็นค่าทรัพย์สินที่ได้เอาทรัพย์ของผู้ถูกทำละเมิดไป และผู้ทำละเมิดไม่สามารถนำทรัพย์สินนั้นมาคืนให้แก่ผู้ถูกทำละเมิดได้
- คำว่า ในกรณีที่ต้องใช้ราคาทรัพย์อันลดน้อยลงเพราะบุบสลายก็ดี หมายถึง ผู้ทำละเมิดต้องรับผิดใช้เงินเป็นค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินที่ได้รับความเสียหาย แต่ยังสามารถซ่อมแซมให้กลับมาใช้งานได้อีก แต่ก็ทำให้ทรัพย์สินนั้นมีราคาลดลง หรือเสื่อมคุณค่าลงไม่สามารถใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพเหมือนเดิมอีก หรือทรัพย์นั้นเมื่อตีราคาแล้วมีราคาลดลง
- คำว่า ฝ่ายผู้ต้องเสียหายจะเรียกดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่จะต้องใช้ หมายถึง ผู้ถูกทำละเมิดสามารถเรียกดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตามมาตรา 7 จากจำนวนเงินที่ผู้ทำละเมิดจะต้องใช้ใน 2 กรณี ตามที่บัญญัติไว้ในข้อความก่อนนี้ได้ด้วย
- คำว่า คิดตั้งแต่เวลาอันเป็นฐานที่ตั้งแห่งการประมาณราคานั้นก็ได้ หมายถึง วันที่ผู้ถูกทำละเมิดกำหนดว่าจะเริ่มเรียกค่าสินไหมทดแทนเป็นเงินซึ่งผู้ทำละเมิดจะต้องใช้ใน 2 กรณี ตามที่บัญญัติไว้ในข้อความก่อนนี้ นับตั้งแต่นั้น เช่น เรียกค่าสินไหมทดแทนนับตั้งแต่วันทำละเมิด หรือนับตั้งแต่วันที่เพิ่งรู้ว่ามีการทำละเมิด หรือนับตั้งแต่วันที่มีการตีราคาทรัพย์ หรือนับตั้งแต่วันยื่นคำฟ้อง หรือนับตั้งแต่วันนับถัดจากวันยื่นคำฟ้องก็ได้ ดังนี้ ผู้ถูกทำละเมิดย่อมสามารถเรียกดอกเบี้ยนับจากวันดังกล่าวนั้นได้พร้อมกันทันที หรือแม้ผู้ถูกทำละเมิดจะเรียกค่าสินไหมทดแทนเป็นเงินดังกล่าวตั้งแต่วันใดก็ตาม แต่ผู้ถูกทำละเมิดจะขอคิดดอกเบี้ยจากเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันยื่นคำฟ้อง หรือนับตั้งแต่วันถัดจากวันยื่นคำฟ้องก็ได้เช่นกัน ไม่มีข้อห้าม
- เวลาอันเป็นฐานที่ตั้งแห่งการประมาณราคา คือ วันตามที่ผู้ถูกทำละเมิดกำหนดว่าจะเริ่มเรียกค่าสินไหมทดแทนเป็นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันเวลานั้น ไม่ได้มีข้อกำหนดตายตัวว่าต้องเป็นวันใดวันหนึ่งเท่านั้น เช่น จะเป็นวันที่ถูกทำละเมิด หรือจะเป็นวันที่เพิ่งรู้ว่ามีการทำละเมิด หรือจะเป็นวันที่มีการซ่อมแซมทรัพย์นั้นเสร็จแล้ว หรือจะเป็นวันที่มีการตีราคาทรัพย์นั้นว่ามีราคาลดลงเท่าใด หรือจะเป็นวันยื่นคำฟ้อง หรือจะเป็นวันถัดจากวันยื่นคำฟ้องก็ได้ แต่ความสำคัญอยู่ที่ว่า ผู้ถูกทำละเมิดต้องเริ่มขอคิดดอกเบี้ยนับจากวันตามที่กำหนดนั้นด้วย
- เป็นความหมายเดียวกับที่บัญญัติไว้ในมาตรา 225 แต่ใช้ถ้อยคำแตกต่างกันเล็กน้อย โดยมาตรา 225 ใช้คำว่า เวลาอันเป็นฐานที่ตั้งแห่งการกะประมาณราคา ส่วนข้อความที่บัญญัติไว้ในมาตรานี้ ไม่มีคำว่า กะ
2.5 ตามมาตรา 441 บัญญัติว่า “ถ้าบุคคลจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ เพราะเอาสังหาริมทรัพย์ของเขาไปก็ดี หรือเพราะทำของเขาให้บุบสลายก็ดี เมื่อใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บุคคลซึ่งเป็นผู้ครองทรัพย์นั้นอยู่ในขณะที่เอาไป หรือขณะที่ทำให้บุบสลายนั้นแล้ว ท่านว่าเป็นอันหลุดพ้นไปเพราะการที่ได้ใช้ให้เช่นนั้น แม้กระทั่งบุคคลภายนอกจะเป็นเจ้าของทรัพย์หรือมีสิทธิอย่างอื่นเหนือทรัพย์นั้น เว้นแต่สิทธิของบุคคลภายนอกเช่นนั้นจะเป็นที่รู้อยู่แก่ตนหรือมิได้รู้เพราะความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของตน” หมายความว่า
- คำว่า ถ้าบุคคลจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ หมายถึง ผู้ทำละเมิดต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน ตามมาตรา 438 เพื่อความเสียหายที่เกิดแก่ผู้ถูกทำละเมิด
- คำว่า เพราะเอาสังหาริมทรัพย์ของเขาไปก็ดี หมายถึง การทำละเมิดนั้น คือ การเอาทรัพย์สินซึ่งเป็นสังหาริมทรัพย์ที่เคลื่อนที่ได้ของผู้อื่นไป
- คำว่า เพราะทำของเขาให้บุบสลายก็ดี หมายถึง การทำละเมิดนั้น คือ การทำให้ทรัพย์สินของผู้อื่นได้รับความเสียหายทั้งหมด หรือแต่บางส่วน
- คำว่า เมื่อใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บุคคลซึ่งเป็นผู้ครองทรัพย์นั้น หมายถึง ผู้ทำละเมิดได้ใช้ค่าสินไหมทดแทน ตามมาตรา 438 ให้แก่บุคคลซึ่งเป็นผู้ครอบครองทรัพย์นั้นอยู่ในขณะที่มีการทำละเมิด ตามความหมายในข้อความถัดไป
- บุคคลซึ่งเป็นผู้ครองทรัพย์ ตามมาตรานี้ ไม่จำต้องเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง หรือเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ถูกเอาไปโดยละเมิด หรือถูกทำให้เสียหายทั้งหมด หรือแต่บางส่วนนั้นแต่อย่างใด คงเป็นเพียงผู้ที่ครอบครอง หรือยึดถือ หรือใช้ประโยชน์ทรัพย์สินนั้นในขณะที่มีการทำละเมิดนั้น ก็ถือเป็นผู้ครองทรัพย์ตามความหมายนี้แล้ว เช่น เป็นคนงานในบ้านของเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือของผู้เช่า หรือเป็นเพื่อนของเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือของผู้เช่า หรือเป็นผู้ยืมทรัพย์สินนั้นจากเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือจากผู้เช่า หรือผู้รับฝากทรัพย์สินนั้นจากเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือจากผู้เช่า แม้ผู้เช่าไม่มีสิทธิที่จะนำทรัพย์สินนั้นให้ผู้อื่นยืมไป หรือไปฝากผู้อื่นให้ดูแลแทนตน ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้เช่าจะต้องรับผิดต่อผู้ให้เช่าตามสัญญาเช่า ซึ่งเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหากจากเรื่องการใช้ค่าสินไหมทดแทนเพราะมีการทำละเมิดตามมาตรานี้
- ผู้ครองทรัพย์ ตามมาตรานี้ มีความหมายเช่นเดียวกับคำว่า ผู้ครองตามปรากฏแห่งสิทธิในมูลหนี้ ตามมาตรา 316
- คำว่า อยู่ในขณะที่เอาไป หมายถึง ผู้ครองทรัพย์ได้ครอบครอบทรัพย์สินนั้นอยู่ในขณะที่ผู้ทำละเมิดเอาทรัพย์สินนั้นไป
- คำว่า ขณะที่ทำให้บุบสลายนั้นแล้ว หมายถึง ผู้ครองทรัพย์ได้ครอบครอบทรัพย์สินนั้นอยู่ในขณะที่ผู้ทำละเมิดทำให้ทรัพย์สินนั้นเสียหายทั้งหมดหรือแต่บางส่วน
- คำว่า ท่านว่าเป็นอันหลุดพ้นไปเพราะการที่ได้ใช้ให้เช่นนั้น หมายถึง การใช้ค่าสินไหมทดแทนตามมาตรานี้ เป็นเรื่องการชำระหนี้ที่ผู้ทำละเมิดได้ทำโดยผิดกฎหมายต่อทรัพย์สินนั้น ในขณะที่อยู่ในความครอบครองของบุคคลหนึ่งบุคคลใด ย่อมแสดงว่าบุคคลนั้นเป็นผู้ที่มีความเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินนั้นไม่ทางใดทางหนึ่ง และเป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายไม่ได้ใช้ทรัพย์สินนั้น ดังนี้ ถือได้ว่าบุคคลนั้นหรือผู้ครองทรัพย์เป็นผู้ครองตามปรากฏแห่งสิทธิในมูลหนี้ ตือ หนี้ละเมิด ตามมาตรา 316 ผู้ครองทรัพย์จึงมีอำนาจรับชำระหนี้จากผู้ทำละเมิดซึ่งถือเป็นลูกหนี้ได้
- ทั้งมาตรา 206 ถือว่าผู้ทำละเมิดตกเป็นผู้ผิดนัดทันทีที่ทำละเมิด ดังนั้น เมื่อผู้ทำละเมิดมีความประสงค์ที่จะใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อให้ตนเองหลุดพ้นจากความรับผิดในมูลหนี้ละเมิดที่เกิดขึ้น ด้วยการชำระหนี้ให้แก่ผู้ที่ครอบครองทรัพย์สินนั้นอยู่ในขณะที่มีการทำละเมิด หรือในขณะที่ก่อหนี้ ตามมาตรานี้จึงให้ผู้ทำละเมิดสามารถชำระหนี้นั้นตามความประสงค์ได้ ส่วนการที่เจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้น หรือมีผู้อื่นที่มีสิทธิในทรัพย์สินนั้น ซึ่งเป็นเจ้าหนี้หรือเป็นผู้ที่มีสิทธิได้รับชำระหนี้ที่แท้จริง จะได้รับชำระหนี้นั้นจริง ๆ หรือไม่ ย่อมเป็นเรื่องในฝ่ายของเจ้าหนี้ด้วยกันเอง ถือเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหากจากเรื่องการชำระหนี้ของผู้ทำละเมิด หรือฝ่ายลูกหนี้
- คำว่า แม้กระทั่งบุคคลภายนอกจะเป็นเจ้าของทรัพย์หรือมีสิทธิอย่างอื่นเหนือทรัพย์นั้น หมายถึง แม้ตามความเป็นจริงแล้ว ผู้ครอบครองทรัพย์สินนั้นในขณะที่มีการทำละเมิดจะไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้น หรือมีผู้อื่นที่มีสิทธิในทรัพย์สินนั้นด้วย เช่น ผู้ทรงสิทธิยึดหน่วงทรัพย์สิน หรือผู้เช่า หรือผู้เช่าซื้อ หรือผู้ยืม หรือเจ้าของสามยทรัพย์ซึ่งเป็นผู้ทรงสิทธิในภาระจำยอมเหนือทรัพย์สินนั้น หรือผู้ทรงสิทธิอาศัย หรือผู้ทรงสิทธิเก็บกิน หรือผู้ทรงสิทธิเหนือพื้นดิน หรือผู้รับประโยชน์ในภาระติดพันในอสังหาริมทรัพย์ก็ตาม ตามมาตรานี้ก็ยังให้ถือว่า การชำระหนี้หรือใช้ค่าสินไหมทดแทนของผู้ทำละเมิดดังกล่าว มีผลให้ผู้ทำละเมิดเป็นอันหลุดพ้นจากหนี้ละเมิดนี้ได้ สอดคล้องกับมาตรา 316
- แต่หากผู้ครองทรัพย์นั้น ไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ หรือไม่ได้เป็นผู้มีสิทธิอย่างอื่นเหนือทรัพย์นั้น ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิได้รับชำระหนี้หรือรับค่าสินไหมทดแทนจากผู้ทำละเมิดในฐานะที่เป็นเจ้าหนี้ที่แท้จริงแล้ว ย่อมต้องถือว่าผู้ครองทรัพย์ได้รับการชำระหนี้หรือรับค่าสินไหมทดแทนจากผู้ทำละเมิดไว้แทนเจ้าของกรรมสิทธิ์ หรือผู้มีสิทธิอย่างอื่นเหนือทรัพย์นั้น และเป็นหน้าที่ของผู้ครองทรัพย์ที่จะต้องนำค่าสินไหมทดแทนนั้นไปส่งมอบให้แก่เจ้าของกรรมสิทธิ์ หรือผู้มีสิทธิอย่างอื่นเหนือทรัพย์นั้นต่อไป ไม่ใช่หน้าที่ของผู้ทำละเมิด แต่ถ้ามีข้อบกพร่องในส่วนตัวของผู้ทำละเมิดตามความหมายในข้อความถัดไป ก็ย่อมทำให้การชำระหนี้หรือใช้ค่าสินไหมทดแทนของผู้ทำละเมิดหรือลูกหนี้ ไม่มีผลเป็นการชำระหนี้ตามกฎหมาย และทำให้ผู้ทำละเมิดในฐานะลูกหนี้ต้องชำระหนี้หรือใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่เจ้าของกรรมสิทธิ์ หรือผู้มีสิทธิอย่างอื่นเหนือทรัพย์นั้น ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิได้รับชำระหนี้หรือรับค่าสินไหมทดแทนหรือเป็นเจ้าหนี้ที่แท้จริงอีกครั้ง แล้วจึงค่อยไปเรียกค่าสินไหมทดแทนที่ตนเองได้ใช้ให้แก่ผู้ครองทรัพย์คืนต่อไป ในกรณีนี้ไม่เรียกการเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนคืนจากผู้ครองทรัพย์ว่า การไล่เบี้ย แต่เป็นการชำระหนี้แก่บุคคลที่ไม่มีสิทธิจะได้รับชำระหนี้ ตามมาตรา 317
- คำว่า เว้นแต่สิทธิของบุคคลภายนอกเช่นนั้น หมายถึง สิทธิของเจ้าของกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินนั้นหรือผู้มีสิทธิอย่างอื่นเหนือทรัพย์สินนั้น ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ที่แท้จริง
- คำว่า จะเป็นที่รู้อยู่แก่ตน หมายถึง ผู้ทำละเมิดรู้อยู่แล้วว่าผู้ครอบครองทรัพย์สินอยู่ในขณะที่มีการทำละเมิด ซึ่งตนเองได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้ไปนั้น ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินนั้นหรือไม่ใช่ผู้ที่มีสิทธิอย่างอื่นเหนือทรัพย์สินนั้น
- คำว่า หรือมิได้รู้เพราะความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของตน หมายถึง การที่ผู้ทำละเมิดไม่รู้ว่าผู้ครอบครองทรัพย์สินอยู่ในขณะที่มีการทำละเมิด ซึ่งตนเองได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้ไปนั้น ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินนั้น หรือไม่ใช่ผู้ที่มีสิทธิอย่างอื่นเหนือทรัพย์สินนั้น เช่น ผู้ทำละเมิดได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนในการขับรถเฉี่ยวชนรถแท็กซี่ให้แก่คนที่เช่าขับรถแท็กซี่คันนั้น ทั้ง ๆ ที่มีชื่อเจ้าของกรรมสิทธิ์ของรถแท็กซี่คันนั้นติดอยู่ที่ด้านข้างของประตูรถทุกบาน
- ดังนี้ การใช้ค่าสินไหมทดแทนของผู้ทำละเมิดดังกล่าว ย่อมถือว่าเป็นการชำระหนี้โดยไม่สุจริต ไม่มีผลให้ผู้ทำละเมิดหลุดพ้นจากหนี้ได้ สอดคล้องกับมาตรา 316
2.6 ตามมาตรา 448 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดนั้น ท่านว่าขาดอายุความเมื่อพ้นปีหนึ่งนับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันทำละเมิด” หมายความว่า
- คำว่า สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดนั้น หมายถึง การฟ้องคดีของผู้ถูกทำละเมิดเพื่อเรียกค่าสินไหมทดแทนจากผู้ทำละเมิด
- คำว่า ท่านว่าขาดอายุความเมื่อพ้นปีหนึ่งนับแต่ หมายถึง มีกำหนดระยะเวลา 1 ปี นับตั้งแต่ ที่บัญญัติไว้ในข้อความถัดไป
- คำว่า วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิด หมายถึง วันที่ผู้ถูกทำละเมิดรู้ว่าตนเอง หรือทรัพย์สิน หรือสิทธิของตนเองได้รับความเสียหายจากการทำละเมิดนั้น เพียงรู้ว่าผู้ทำละเมิดมีการกระทำเช่นนั้น แต่ไม่รู้ว่าตนเองหรือทรัพย์สินหรือสิทธิของตนเองได้รับความเสียหายจากการกระทำนั้น ยังถือไม่ได้ว่าผู้ถูกทำละเมิดรู้ถึงการทำละเมิดนั้น ทั้งนี้เพราะตามมาตรา 420 สาระสำคัญของการทำละเมิด คือ การทำให้ผู้อื่นหรือทรัพย์สินหรือสิทธิของผู้อื่นได้รับความเสียหาย ดังนั้น การที่จะถือว่าผู้ถูกทำละเมิดรู้ว่ามีการทำละเมิดแก่ตนเอง ผู้ถูกทำละเมิดต้องรู้ว่าตนเองหรือทรัพย์สินหรือสิทธิของตนเองได้รับความเสียหายจากการทำละเมิดของผู้อื่น ส่วนข้อเท็จจริงที่ว่า ผู้ใดเป็นผู้ทำละเมิดนั้น เป็นข้อเท็จจริงอีกส่วนหนึ่งเพิ่มเติมจากเรื่องนี้ เช่น ผู้ผู้ถูกทำละเมิดเห็นรถที่ตนเองจอดไว้ที่ลานจอดรถ มีรอยบุบที่กันชนหน้า แสดงว่าต้องมีผู้ขับรถมาชน หรือต้องมีผู้ถอยรถมาชน อันเป็นการทำละเมิด จึงทำให้รถของผู้ถูกทำละเมิดได้รับความเสียหายมีรอยบุบที่กันชนหน้า
- ตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น การที่ผู้ถูกทำละเมิดรู้ว่ามีการทำละเมิดแก่ตนนั้น ก็มักจะเกิดจากผู้ถูกทำละเมิดรู้ หรือเห็นความเสียหายที่ตนเองหรือทรัพย์สินหรือสิทธิของตนเองได้รับเป็นลำดับแรก ซึ่งความเสียหายดังกล่าวย่อมเกิดจากการกระทำของผู้อื่น ดังนั้น การที่ผู้ถูกทำละเมิดรู้ หรือเห็นความเสียหายที่ตนเองหรือทรัพย์สินหรือสิทธิของตนเองได้รับ จึงถือได้ว่า ผู้ถูกทำละเมิดรู้ว่ามีผู้อื่นทำละเมิดแก่ตน ตามความหมายในข้อความส่วนนี้แล้ว ส่วนการที่จะรู้ว่าผู้ใดเป็นผู้ทำละเมิดแก่ตนเองนั้น มักเป็นข้อเท็จจริงที่มาหลังจากที่ผู้ถูกทำละเมิดรู้เรื่องความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้ว
- การรู้ถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้น ผู้ถูกทำละเมิดไม่จำต้องรู้ถึงขนาดว่า ตนเองหรือทรัพย์สินหรือสิทธิของตนเองได้รับความเสียหายเป็นจำนวนแน่นอนเท่าใด เพียงแค่รู้ว่าตนเองหรือทรัพย์สินหรือสิทธิของตนเองได้รับความเสียหาย ก็อยู่ในความหมายตามข้อความนี้แล้ว
- คำว่า และรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หมายถึง และผู้ถูกทำละเมิดรู้ว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ตนเองหรือทรัพย์สินหรือสิทธิของตนเองนั้น มีผู้ใดเป็นผู้ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ตน ซึ่งอาจเป็นคนละคนกับผู้ทำละเมิดก็ได้ เช่น การทำละเมิดตามมาตรา 425 , 427 , 429 และมาตรา 430 ผู้ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ถูกทำละเมิด ไม่ใช่ตัวผู้ทำละเมิดเองเพียงคนเดียว แต่เป็นนายจ้าง หรือตัวการ หรือบิดามารดาหรือผู้อนุบาล หรือครูบาอาจารย์หรือนายจ้างหรือบุคคลอื่นที่ดูแลผู้ไร้ความสามารถ ซึ่งต้องรับผิดในการที่ลูกจ้าง หรือตัวแทน หรือผู้เยาว์หรือผู้ไร้ความสามารถเป็นผู้ทำละเมิดนั้นด้วย
- แต่ไม่ว่าจะมีผู้ต้องรับผิดแทนผู้ทำละเมิดหรือไม่ก็ตาม ตัวผู้ทำละเมิดก็ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ถูกทำละเมิดด้วยเช่นกัน ดังนั้น หากผู้ถูกทำละเมิดเพียงรู้ว่าผู้ใดเป็นผู้ทำละเมิด ก็ถือว่าเฉพาะในส่วนของผู้ทำละเมิดนั้น ผู้ถูกทำละเมิดรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตามความหมายในข้อความนี้แล้ว อายุความเฉพาะตัวผู้ทำละเมิดย่อมเริ่มนับทันที
- การขาดอายุความ หรือการที่อายุความสะดุดหยุดลงสำหรับลูกหนี้ร่วมคนใด ย่อมถือเป็นข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับตัวลูกหนี้ร่วมคนนั้นเท่านั้น ไม่กระทบหรือทำให้อายุความสำหรับลูกหนี้คนอื่นเป็นอันขาดอายุความ หรืออายุความสะดุดหยุดลงไปด้วย ตามมาตรา 295
- คำว่า หรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันทำละเมิด หมายถึง แม้ผู้ถูกทำละเมิดจะรู้ว่าตนเอง หรือทรัพย์สิน หรือสิทธิของตนเองได้รับความเสียหายจากการทำละเมิดนั้น แต่ไม่รู้ว่าผู้ใดเป็นผู้ทำละเมิด หรือไม่รู้ว่าผู้ใดเป็นผู้ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ตน หรือไม่รู้ว่าตนเอง หรือทรัพย์สิน หรือสิทธิของตนเองได้รับความเสียหายจากการทำละเมิดนั้นเลยก็ตาม จนครบ 10 ปี นับแต่วันที่มีการทำละเมิด หรือวันที่ผู้ถูกทำละเมิดรู้ว่าตนเอง หรือทรัพย์สิน หรือสิทธิของตนเองได้รับความเสียหายจากการทำละเมิดนั้น ก็เป็นอันขาดอายุความ ตามความในมาตรานี้ ผู้ถูกทำละเมิดไม่สามารถฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากการทำละเมิดแก่ตนได้
- แม้ภายหลังจากเมื่อครบกำหนด 10 ปี ผู้ถูกทำละเมิดจะรู้ตัวผู้ทำละเมิด หรือรู้ว่าผู้ใดเป็นผู้ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ตน ผู้ถูกทำละเมิดก็ไม่สามารถจะฟ้องผู้ทำละเมิด หรือฟ้องผู้ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ตนได้เช่นเดียวกัน
- อายุความในวรรคนี้ แม้มีกำหนดอายุความเป็น 2 ช่วงเวลา แต่ผู้ถูกทำละเมิดก็ไม่สามารถเลือกว่าจะใช้อายุความเวลาใดได้ การใช้อายุความเวลาใด ย่อมเป็นไปตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น
- และแม้จะมีกำหนดอายุความเป็น 2 ช่วงเวลา แต่ไม่ได้หมายความอายุความทั้ง 2 ช่วงเวลา ตามความในวรรคนี้ จะเริ่มต้นนับแตกต่างกัน อายุความตามวรรคนี้คงเริ่มนับตั้งแต่เมื่อผู้ถูกทำละเมิดมีสิทธิเรียกร้อง ให้ผู้ทำละเมิด หรือผู้ต้องรับผิดแทนใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตน ตามมาตรา 193/9 คือ เริ่มนับตั้งแต่เวลาทำละเมิด อันเป็นเวลาที่ผู้ทำละเมิดซึ่งเป็นลูกหนี้ในมูลละเมิดนั้นผิดนัด ตามมาตรา 206 เพียงแต่เมื่อผู้ถูกทำละเมิดรู้ตัวผู้ทำละเมิด หรือรู้ว่าผู้ใดเป็นผู้ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ตนแล้ว จึงลดระยะเวลา 10 ปี ลง โดยกำหนดให้ผู้ถูกทำละเมิดฟ้องผู้ทำละเมิด หรือฟ้องผู้ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนเสียให้เสร็จสิ้นภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ผู้ถูกทำละเมิดรู้ตัวผู้ทำละเมิด หรือรู้ว่าผู้ใดเป็นผู้ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ตน
- ระยะเวลา 1 ปี จึงไม่ใช่อายุความ 1 ปี ซ้อนในอายุความ 10 ปี
- ข้อต่อสู้เรื่อง ฟ้องขาดอายุความนี้ เป็นหน้าที่ของจำเลย หรือผู้ทำละเมิด หรือผู้ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทน ที่จะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ไว้ในคำให้การ มิฉะนั้นศาลจะไม่ยกเรื่อง ฟ้องขาดอายุความนี้ ขึ้นวินิจฉัยในคำพิพากษาเพื่อยกฟ้องโจทก์ หรือผู้ถูกทำละเมิด ตามมาตรา 193/29
- ปัญหาเรื่อง ฟ้องขาดอายุความหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมาย แต่ต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบ มิฉะนั้นไม่สามารถรู้ได้ว่า จะเริ่มนับอายุความในวันใด โดยโจทก์มีหน้าที่นำสืบ หรือมีภาระการพิสูจน์ ตามป.วิ.พ. มาตรา 84/1 เนื่องจากการที่โจทก์นำข้อเท็จจริงอันเป็นมูลคดีมาฟ้องจำเลย ถือว่าโจทก์กล่าวอ้างโดยปริยายว่า ข้อเท็จจริงอันเป็นมูลคดีที่โจทก์นำมาฟ้องจำเลยนั้น ยังไม่ขาดอายุความ แต่เรื่องฟ้องขาดอายุความนี้ จำเลยต้องยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ไว้ให้ชัดเจนในคำให้การ ในการชี้สองสถานศาลจึงจะกำหนดเรื่องฟ้องขาดอายุความนี้ขึ้นเป็นประเด็นข้อพิพาท หากจำเลยไม่ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในคำให้การ ย่อมไม่ถือเป็นประเด็นในคดี และศาลก็จะไม่ยกเรื่องฟ้องขาดอายุความนี้ ขึ้นวินิจฉัยในคำพิพากษาเพื่อยกฟ้องโจทก์ หรือผู้ถูกทำละเมิดด้วย ตามมาตรา 193/29
- ในกรณีที่ผู้ถูกทำละเมิดเป็นนิติบุคคลนั้น ต้องถือการรู้ตัวผู้ทำละเมิด หรือรู้ว่าผู้ใดเป็นผู้ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนของผู้มีอำนาจทำการแทนนิติบุคคลนั้น เช่น รัฐมนตรีว่าการ หรือปลัดกระทรวง หรืออธิบดี หรือผู้ว่าการ หรือเจ้าอาวาส หรือกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการบริษัท หรือหุ้นส่วนผู้จัดการ เป็นการรู้ตัวผู้ทำละเมิด หรือรู้ว่าผู้ใดเป็นผู้ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนของนิติบุคคล ตามความในวรรคนี้ ส่วนการที่พนักงานหรือลูกจ้างของนิติบุคคลนั้นรู้ตัวผู้ทำละเมิด หรือรู้ว่าผู้ใดเป็นผู้ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนนั้น ไม่ถือว่านิติบุคคลนั้นรู้ตัวผู้ทำละเมิด หรือรู้ว่าผู้ใดเป็นผู้ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทน ตามความในวรรคนี้แต่อย่างใด
- แต่ถ้าพนักงานหรือลูกจ้างของนิติบุคคลได้รายงานเรื่องการทำละเมิดและผู้ทำละเมิด หรือผู้ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทน ให้ผู้มีอำนาจทำการแทนนิติบุคคลนั้นทราบแล้ว แต่ผู้มีอำนาจทำการแทนนิติบุคคลนั้นสั่งให้มีการตรวจสอบเรื่องดังกล่าวเสียก่อน ก็ถือว่า ผู้มีอำนาจทำการแทนนิติบุคคลนั้นได้รู้ตัวผู้ทำละเมิด หรือรู้ว่าผู้ใดเป็นผู้ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทน ตามความวรรคนี้แล้ว ผู้มีอำนาจทำการแทนนิติบุคคลนั้นจะยกเอาการตรวจสอบดังกล่าว ซึ่งเป็นเรื่องภายในของนิติบุคคลนั้นมาอ้างเพื่อขยายระยะเวลาตามที่บัญญัติไว้ในวรรคนี้ไม่ได้ เนื่องจากไม่มีกฎหมายให้อ้างเช่นนั้นได้
2.7 ตามมาตรา 448 วรรคสอง บัญญัติว่า “แต่ถ้าเรียกร้องค่าเสียหายในมูลอันเป็นความผิดมีโทษตามกฎหมายลักษณะอาญา และมีกำหนดอายุความทางอาญายาวกว่าที่กล่าวมานั้นไซร้ ท่านให้เอาอายุความที่ยาวกว่านั้นมาบังคับ” หมายความว่า
- คำว่า แต่ถ้าเรียกร้องค่าเสียหาย หมายถึง ผู้ถูกทำละเมิดฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนตามมาตรา 438 จากผู้ทำละเมิด
- คำว่า ในมูลอันเป็นความผิดมีโทษตามกฎหมายลักษณะอาญา หมายถึง การทำละเมิดนั้นเป็นความผิดในทางอาญาด้วย ไม่ใช่เป็นเพียงการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นในทางแพ่งอย่างเดียวเท่านั้น เช่น การทำละเมิดโดยการเอาทรัพย์ของผู้อื่นไป ย่อมเป็นความผิดตามป.อ. มาตรา 334 ด้วย หรือการทำละเมิดโดยการทำร้ายร่างกายผู้อื่น ย่อมเป็นความผิดตามป.อ. มาตรา 295 ด้วย หรือการทำละเมิดโดยการกล่าวหรือไขข่าวแพร่ ซึ่งข้อความที่ฝ่าฝืนต่อความจริง ตามมาตรา 423 วรรคหนึ่ง ย่อมเป็นความผิดตามป.อ. มาตรา 326 ด้วย
- แต่การทำให้ทรัพย์ของผู้อื่นเสียหายโดยประมาทเลินเล่อ ในปัจจุบันไม่เป็นความผิดตามป.อ. จึงไม่อยู่ในความหมายตามวรรคนี้
- คำว่า กฎหมายลักษณะอาญา ในปัจจุบันหมายถึง ประมวลกฎหมายอาญา หรือกฎหมายที่มีโทษในทางอาญาอื่น ๆ เช่น พ.ร.บ.จราจรทางบก ฯ หรือพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ฯ
- คำว่า และมีกำหนดอายุความทางอาญายาวกว่าที่กล่าวมานั้นไซร้ หมายถึง การทำละเมิดที่เป็นความผิดในทางอาญาด้วยนั้น สำหรับความผิดในทางอาญาดังกล่าวตามป.อ. หรือตามกฎหมายที่มีโทษในทางอาญาอื่น ๆ นั้น ได้กำหนดอายุความไว้เป็นระยะเวลาที่นานกว่าระยะเวลาที่ได้กำหนดไว้ในวรรคหนึ่ง เช่น การทำละเมิดที่เป็นการทำร้ายร่างกายผู้อื่น จนเป็นเหตุให้ผู้นั้นได้รับอันตรายสาหัส ตามป.อ. มาตรา 297 มีอายุความตามป.อ. มาตรา 95 (2) เป็นเวลา 15 ปี
- คำว่า ท่านให้เอาอายุความที่ยาวกว่านั้นมาบังคับ หมายถึง การทำละเมิดที่เป็นความผิดในทางอาญา และมีอายุความที่บัญญัติไว้ ตามป.อ. หรือตามกฎหมายที่มีโทษในทางอาญาอื่น ๆ นั้น นานกว่าระยะเวลา 1 ปี ในกรณีที่ผู้ถูกทำละเมิดรู้ตัวผู้ทำละเมิด หรือนานกว่าระยะเวลา 10 ปี ในกรณีที่ผู้ถูกทำละเมิดไม่รู้ถึงการทำละเมิด หรือไม่รู้ตัวผู้ทำละเมิด ตามที่ได้กำหนดไว้ในวรรคหนึ่ง ก็ให้นำอายุความตามป.อ. หรือตามกฎหมายที่มีโทษในทางอาญาอื่น ๆ นั้น มาใช้เป็นอายุความในการฟ้องคดีที่ผู้ถูกทำละเมิดฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากผู้ทำละเมิดทั้งสองกรณีดังกล่าว แทนอายุความตามที่บัญญัติไว้ในวรรคหนึ่ง
- แต่การจะนำอายุความสำหรับความผิดในทางอาญามาใช้ตามที่บัญญัติไว้วรรคนี้ได้นั้น จะต้องเป็นไปตามป.วิ.อ. มาตรา 51 ด้วย คือ
- ตามป.วิ.อ. มาตรา 51 วรรคสอง ถ้าได้ฟ้องคดีอาญาต่อศาล และได้ตัวผู้ทำผิด หรือผู้ทำละเมิดมาศาลด้วย แต่คดียังไม่มีคำพิพากษาของศาลชั้นต้น อายุความที่ผู้ถูกทำละเมิดจะฟ้องผู้ทำละเมิดนั้น ย่อมสะดุดหยุดลงตามป.อ. มาตรา 95
- แต่ถ้าผู้ถูกทำละเมิดยังไม่ได้ฟ้องผู้ทำละเมิด และศาลในคดีอาญาได้พิพากษาลงโทษผู้ทำละเมิดเสียก่อน อายุความก็จะเป็นไปตามป.วิ.อ. มาตรา 51 วรรคสาม ไม่อยู่ในความหมายของวรรคสองนี้
- มีข้อแตกต่างระหว่าง ป.วิ.อ. มาตรา 51 วรรคหนึ่ง กับวรรคสอง คือ
- ส่วนตามมาตรา 51 วรรคสอง เป็นกรณีที่ผู้ถูกทำละเมิดรู้ตัวผู้ทำละเมิด หรือรู้ว่ามีผู้ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนไม่รู้ถึงการทำละเมิด ซึ่งจะมีอายุความ 1 ปี ตามวรรคหนึ่ง
- ตามป.วิ.อ. มาตรา 51 วรรคหนึ่ง อาจจะเป็นกรณีที่ผู้ถูกทำละเมิดรู้ตัวผู้ทำละเมิด หรือรู้ว่ามีผู้ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือผู้ถูกทำละเมิดไม่รู้ถึงการทำละเมิด หรือไม่รู้ตัวผู้ทำละเมิด หรือไม่รู้ว่ามีผู้ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนก็ได้ ซึ่งจะมีอายุความ 1 ปี หรือ 10 ปี แล้วแต่กรณี ตามวรรคหนึ่ง
- ตามป.วิ.อ. มาตรา 51 วรรคสาม ถ้าได้ฟ้องคดีอาญาต่อศาล และศาลไม่ว่าชั้นใดได้พิพากษาลงโทษผู้ทำผิด หรือผู้ทำละเมิดแล้ว และผู้ถูกทำละเมิดยังไม่ได้ฟ้องผู้ทำละเมิด ผู้ถูกทำละเมิดย่อมสามารถฟ้องผู้ทำละเมิดได้ในกำหนด 10 ปี ตามมาตรา 193/32
- ตามป.วิ.อ. มาตรา 51 วรรคสาม นี้ ถ้าได้ฟ้องคดีอาญาต่อศาล แต่ศาลไม่ได้พิพากษาลงโทษผู้ทำผิด หรือผู้ทำละเมิด อายุความที่ผู้ถูกทำละเมิดจะฟ้องผู้ทำละเมิด ย่อมเป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในวรรคหนึ่ง เช่นเดิม
- ตามป.วิ.อ. มาตรา 51 วรรคหนึ่ง ถ้าไม่มีการฟ้องคดีอาญา การฟ้องคดีของผู้ถูกทำละเมิดไม่ว่าผู้ถูกทำละเมิดจะรู้ตัวผู้ทำละเมิด หรือรู้ว่ามีผู้ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนไม่รู้ถึงการทำละเมิด หรือไม่รู้ตัวผู้ทำละเมิด หรือไม่รู้ว่ามีผู้ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือไม่ก็ตามอายุความ 1 ปี หรือ 10 ปี ตามความในวรรคหนึ่ง ย่อมต้องเป็นไปตามที่กำหนดไว้ในป.อ. ซึ่งอาจจะสั้นกว่า 10 ปี หรือยาวกว่า 10 ปี ก็ได้
- ในอดีต การฟ้องคดีละเมิดที่เป็นความผิดทางอาญาด้วยนั้น ยังต้องพิจารณาตามป.วิ.อ. มาตรา 46 ด้วยว่า ในการพิพากษาคดีละเมิดนั้น ศาลในคดีละเมิดซึ่งเป็นคดีส่วนแพ่งจะต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฎในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ดังนั้น ในการฟ้องผู้ทำละเมิดเป็นคดีแพ่ง ผู้ถูกทำละเมิดจึงมักจะรอให้มีการพิพากษาคดีส่วนอาญาจนคดีถึงที่สุดเสียก่อน หรือมิฉะนั้นหากมีการฟ้องคดีละเมิดไปก่อนที่คดีส่วนอาญาจะถึงที่สุด ศาลในคดีละเมิดซึ่งเป็นคดีส่วนแพ่ง ก็มักจะจำหน่างคดีชั่วคราว เพื่อรอฟังผลในคดีส่วนอาญาเสียก่อน
- ในปัจจุบัน เมื่อมีการแก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 ผู้ถูกทำละเมิดจึงมักจะยื่นคำร้องขอค่าเสียหายหรือค่าสินไหมทดแทนเข้ามาในคดีอาญาด้วย เพื่อให้ศาลในคดีอาญาได้พิพากษากำหนดค่าสินไหมทดแทนให้แก่ตน พร้อมกับการพิพากษาคดีในส่วนอาญาเลย ทั้งนี้เพื่อความสะดวกรวดเร็ว และไม่เป็นภาระแก่คู่ความที่จะต้องฟ้องเป็นคดีแพ่ง และแก่ศาลที่ต้องพิจารณาคดีแพ่งนั้นเป็นอีกคดีหนึ่ง
- ตามวรรคนี้ คงนำอายุความสำหรับความผิดทางอาญา มาใช้กับการฟ้องคดีที่ผู้ถูกทำละเมิดฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากผู้ทำละเมิดเท่านั้น ไม่นำอายุความสำหรับความผิดทางอาญา มาใช้กับการฟ้องคดีที่ผู้ถูกทำละเมิดฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากผู้ที่ต้องร่วมรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนกับผู้ทำละเมิด แต่ไม่ได้เป็นผู้ทำละเมิด หรือผู้ร่วมทำละเมิดด้วย เช่น นายจ้าง ตามมาตรา 425 หรือตัวการ ตามมาตรา 425 หรือบิดามารดาหรือผู้อนุบาล ตามมาตรา 429 หรือครูอาจารย์หรือนายจ้างหรือบุคคลอื่นที่ดูแลผู้ไร้ความสามารถ ตามมาตรา 430
- ดังนั้น การฟ้องคดีที่ผู้ถูกทำละเมิดฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากผู้ที่ต้องร่วมรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนกับผู้ทำละเมิด ตามมาตรา 425 , 427 ,429 และมาตรา 430 จึงต้องใช้อายุความ 1 ปี หรือ 10 ปี ตามที่บัญญัติไว้ในวรรคหนึ่ง เช่นเดิม
3. นิรโทษกรรม
3.1 ตามมาตรา 449 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “บุคคลใดเมื่อกระทำการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายก็ดี กระทำตามคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายก็ดี หากก่อให้เกิดเสียหายแก่ผู้อื่นไซร้ ท่านว่าบุคคลนั้นหาต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนไม่” หมายความว่า
- คำว่า บุคคลใด หมายถึง บุคคลธรรมดา
- แต่ถ้าผู้กระทำเป็นผู้มีอำนาจทำแทนนิติบุคคล และได้ทำเพื่อประโยชน์ของนิติบุคคลนั้นด้วย นิติบุคคลนั้นย่อมเป็นผู้ร่วมกระทำตามวรรคนี้ กับบุคคลธรรมดาซึ่งเป็นผู้กระทำการนั้นได้
- คำว่า เมื่อกระทำการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายก็ดี หมายถึง เมื่อมีการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ตามป.อ. มาตรา 68
- ข้อความในประโยคนี้เป็นการบัญญัติให้สอดคล้องกับการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ตามป.อ. มาตรา 68 ซึ่งการกระทำนั้นไม่ถือเป็นความผิดทางอาญา ตามวรรคนี้การกระทำนั้นแม้ไม่ได้บัญญัติว่า ไม่เป็นการทำละเมิด ตามมาตรา 420 แต่การป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ตามป.อ. มาตรา 68 ผู้กระทำสามารถทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่ใช่การทำต่อผู้อื่นโดยผิดกฎหมาย ตามมาตรา 420 การป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายย่อมไม่เป็นการทำละเมิดต่อผู้อื่น ตามมาตรา 420 ความในวรรคนี้จึงบัญญัติให้ผู้กระทำไม่ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทน ตามมาตรา 438
- การป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายตามวรรคนี้ ต้องเป็นการกระทำพอสมควรแก่เหตุ ตามป.อ. มาตรา 68 เท่านั้น หากเป็นการกระทำที่เกินสมควรแก่เหตุ หรือเกินกว่ากรณีแห่งความจำเป็น หรือเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกัน ตามป.อ. มาตรา 69 ไม่อยู่ในความหมายตามวรรคนี้
- คำว่า กระทำตามคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายก็ดี หมายถึง ทำตามคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของเจ้าพนักงานของรัฐ คือ มีกฎหมายให้อำนาจเจ้าพนักงานของรัฐออกคำสั่งนั้นได้ และคำสั่งดังกล่าวนั้นต้องอยู่ภายในขอบเขตของกฎหมายที่ให้อำนาจนั้นอย่างเคร่งครัดด้วย เช่น พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ มาตรา 58 วรรคหนึ่ง ให้เจ้าพนักงานจราจรมีอำนาจออกคำสั่ง ให้ผู้ขับขี่เคลื่อนย้ายรถที่หยุด หรือจอดฝ่าฝืนบทบัญญัติตามพ.ร.บ.จราจรทางบกฯ ได้ ถ้าผู้ขับขี่ไม่เคลื่อนย้ายรถนั้น เจ้าพนักงานจราจรมีอำนาจเคลื่อนย้ายรถนั้น หรือมีอำนาจมอบหมายให้บุคคลใดเคลื่อนย้ายรถนั้นแทนได้ ตามมาตรา 58 วรรคสอง แต่ถ้ารถที่หยุดหรือจอดไม่ได้ฝ่าฝืนบทบัญญัติตามพ.ร.บ.จราจรทางบกฯ หากเจ้าพนักงานจราจรออกคำสั่งตามมาตรา 58 วรรคหนึ่ง โดยมีวัตถุประสงค์อื่นแม้เจ้าพนักงานจราจรจะเข้าใจว่า มีเหตุผลที่จะออกคำสั่งนั้นได้ก็ตาม คำสั่งของเจ้าพนักงานจราจรย่อมเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่อยู่ในความหมายตามวรรคนี้
- ข้อความในประโยคนี้เป็นการบัญญัติให้สอดคล้องกับการทำตามคำสั่งเจ้าพนักงาน ตามป.อ. มาตรา 70 ซึ่งถือว่าการกระทำนั้นยังเป็นความผิดทางอาญาอยู่ เพียงแต่ผู้กระทำไม่ต้องรับโทษเท่านั้น
- การทำตามคำสั่งของเจ้าพนักงาน ตามป.อ. มาตรา 70 ไม่ได้บัญญัติว่า คำสั่งดังกล่าวต้องเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น ในทางตรงกันข้าม คำสั่งของเจ้าพนักงาน ตามป.อ. มาตรา 70 กลับมีความหมายถึงคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ผู้กระทำมีหน้าที่ต้องทำตามคำสั่งนั้น หรือผู้กระทำเข้าใจโดยสุจริตว่า คำสั่งนั้นเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย แม้ผู้กระทำจะมีหน้าที่ทำตามคำสั่งนั้นหรือเข้าใจโดยสุจริตก็ตาม การกระทำของผู้กระทำซึ่งทำตามคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็ย่อมเป็นการกระทำความผิดอยู่นั่นเอง เพียงแต่ผู้กระทำไม่ต้องรับโทษ ตามป.อ. มาตรา 70 เท่านั้น หากมีผู้ได้รับความเสียหาย ผู้นั้นย่อมทำการปกป้องสิทธิของตนต่อผู้กระทำตามป.อ. มาตรา 70 ได้ และการกระทำของผู้นั้นถือเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ตามป.อ. มาตรา 68 ทั้งผู้นั้นก็ไม่ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนต่อผู้กระทำตามคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น ตามความในวรรคหนึ่งด้วย
- ตามวรรคนี้ เป็นการบัญญัติให้แคบลงและชัดเจนกว่าป.อ. มาตรา 70 โดยบัญญัติว่า ต้องเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น ดังนั้น หากเป็นการทำตามคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้ผู้กระทำจะมีหน้าที่ทำตามคำสั่งนั้น หรือเข้าใจโดยสุจริตอย่างไรก็ตาม ก็ไม่อยู่ในความหมายตามวรรคนี้
- การทำตามคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย แม้ไม่ได้บัญญัติว่า ไม่เป็นการทำละเมิด ตามมาตรา 420 แต่การทำตามคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้กระทำย่อมทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่ใช่การทำต่อผู้อื่นโดยผิดกฎหมาย ตามมาตรา 420 การทำตามคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย ย่อมไม่เป็นการทำละเมิดต่อผู้อื่น ตามมาตรา 420 ความในวรรคนี้จึงบัญญัติให้ผู้กระทำไม่ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทน ตามมาตรา 438 เช่นเดียวกับการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย
- คำว่า หากก่อให้เกิดเสียหายแก่ผู้อื่นไซร้ หมายถึง เมื่อมีการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย หรือมีการทำตามคำสั่งโดยชอบด้วยกฎหมายของเจ้าพนักงานของรัฐแล้ว การกระทำนั้นแม้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ใด ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ทำให้เกิดการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย หรือผู้ที่ทำให้เกิดการออกคำสั่งโดยชอบด้วยกฎหมาย หรือผู้อื่น
- คำว่า ท่านว่าบุคคลนั้นหาต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนไม่ หมายถึง ผู้ทำการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย หรือผู้ทำตามคำสั่งโดยชอบด้วยกฎหมายของเจ้าพนักงานของรัฐ ไม่ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนสำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้น เช่น เจ้าพนักงานจราจรสั่งให้ผู้ขับขี่เคลื่อนย้ายรถที่หยุดหรือจอดฝ่าฝืนบทบัญญัติตามพ.ร.บ.จราจรทางบกฯ แต่ผู้นั้นไม่ยอมเคลื่อนย้ายรถ เจ้าพนักงานจราจรจึงมีคำสั่งมอบหมายให้ช่างยกรถมาเคลื่อนย้ายรถนั้นแทนผู้ขับขี่ โดยใช้อุปกรณ์ในการยกรถ จึงทำให้กันชนของรถนั้นบุบ หรือเสียหาย ดังนี้ ช่างยกรถไม่ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนในความเสียหายที่เกิดขึ้นกับกันชนรถนั้น
- คำว่า หาต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนไม่ เป็นการร่างกฎหมายในลักษณะปฏิเสธ หรือกลับทางกับการใช้ภาษาตามปกติ ที่ใช้ว่า ไม่ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทน และมักเป็นวลีที่นักกฎหมายชอบใช้
3.2 ตามมาตรา 449 วรรคสอง บัญญัติว่า “ผู้ต้องเสียหายอาจเรียกค่าสินไหมทดแทนจากผู้เป็นต้นเหตุให้ต้องป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย หรือจากบุคคลผู้ให้คำสั่งโดยละเมิดก็ได้” หมายความว่า
- คำว่า ผู้ต้องเสียหาย หมายถึง ผู้ได้รับความเสียหาย มีความหมายเดียวกับมาตรา 420
- นอกจากนี้ยังหมายรวมถึง ผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายแล้วพลาด ตามป.อ. มาตรา 60 ด้วย
- คำว่า อาจเรียกค่าสินไหมทดแทนจาก หมายถึง เรียกค่าสินไหมทดแทน ตามมาตรา 438 หรือตามมาตราต่อมา จากบุคคลตามข้อความถัดไป
- คำว่า อาจ หมายถึง ผู้ได้รับความเสียหายจะเรียกค่าสินไหมทดแทน หรือไม่เรียกค่าสินไหมทดแทนจากผู้นั้น ย่อมมีสิทธิเลือกได้
- คำว่า ผู้เป็นต้นเหตุให้ต้องป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย หมายถึง ผู้ที่ทำให้เกิดการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย คือ ผู้ที่ทำผิดกฎหมาย จนผู้ได้รับความเสียหายจากการกระทำนั้น ต้องทำการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย เช่น ผู้ที่ใช้ไม้วิ่งไล่ทำร้ายผู้อื่น หรือผู้ที่วิ่งราวทรัพย์ของผู้อื่น
- คำว่า จากบุคคลผู้ให้คำสั่งโดยละเมิดก็ได้ หมายถึง ผู้ที่ออกคำสั่งโดยชอบด้วยกฎหมายนั้น แม้ว่าคำสั่งนั้นจะเป็นคำสั่งโดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งอาจทำให้ผู้ออกคำสั่ง หรือผู้ทำตามคำสั่งนั้นไม่ต้องรับโทษในทางอาญาก็ตาม ตามวรรคนี้คงบัญญัติให้เฉพาะผู้ทำตามคำสั่งโดยชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น ที่ไม่ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนต่อผู้อื่น แต่ยังคงให้ผู้ออกคำสั่งนั้น เป็นผู้ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ได้รับความเสียหายแทนผู้ที่ทำตามคำสั่งของตนเอง
- คำว่า โดยละเมิด เป็นคำทั่วไป หมายถึง ทำให้เกิดความเสียหาย มีความหมายเช่นเดียวกับ มาตรา 433 วรรคสอง
- ไม่ได้มีความหมายถึง การทำละเมิด ตามมาตรา 420 ซึ่งมักใช้คำว่า มิชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา 421 หรือเป็นผู้ผิด ตามมาตรา 422 หรือเพื่อความเสียหาย ตามมาตรา 428 หรือในผลแห่งละเมิดซึ่งได้กระทำ ตามมาตรา 425 หรือเพื่อละเมิดอันได้ทำ ตามมาตรา 426
- เมื่อเป็นคำสั่งที่ออกโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่ใช่การทำโดยผิดกฎหมาย ย่อมไม่เป็นละเมิด ตามมาตรา 420 แต่ก็ไม่ได้หมายความไปถึงขนาดว่า เมื่อเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ผู้ออกคำสั่งนั้นจะไม่ต้องรับผิดในทางใดเลย หากมีความเสียหายแก่ผู้อื่นเกิดขึ้น แม้ผู้ออกคำสั่งนั้นอาจจะไม่ต้องรับโทษในทางอาญา หรือไม่เป็นละเมิด แต่ผู้ได้รับความเสียหายก็อาจไม่ได้ทำผิดอย่างใดเลยเช่นกัน ทั้งผู้ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนในลักษณะละเมิดนี้ ก็ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นผู้ทำละเมิดเท่านั้น เช่น เจ้าของสัตว์หรือผู้รับเลี้ยงรับรักษา ตามมาตรา 433 หรือเจ้าของโรงเรือน หรือผู้ครองโรงเรือน ตามมาตรา 434 หรือผู้อยู่ในโรงเรือน ตามมาตรา 436 หรือผู้ครอบครองหรือผู้ควบคุมยานพาหนะอันเดินด้วยกำลังเครื่องจักรกล หรือผู้มีไว้ในครอบครองซึ่งของเกิดอันตรายได้ ตามมาตรา 437 ก็ไม่มีการทำละเมิด แต่ยังต้องรับผิดต่อผู้ได้รับความเสียหายเช่นกัน วรรคนี้จึงบัญญัติให้ผู้ออกคำสั่งที่แม้ชอบด้วยกฎหมาย แต่ทำให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ได้รับความเสียหายเช่นเดียวกัน
- คำว่า “ก็ได้” เป็นคำต่อท้ายประโยคของคำว่า “อาจ” หมายถึง ผู้ได้รับความเสียหายจะเรียกค่าสินไหมทดแทน หรือไม่เรียกค่าสินไหมทดแทนจากผู้นั้น ย่อมมีสิทธิเลือกได้
- เป็นลักษณะการจัดรูปประโยคคล้ายกับคำว่า “หา” ที่ต้นประโยคแล้ว จะต้องมีคำว่า “ไม่” หรือ “ได้ไม่” ตามความหมายที่กล่าวถึง อยู่ท้ายประโยคนั้นเสมอ
3.3 ตามมาตรา 450 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ถ้าบุคคลทำบุบสลาย หรือทำลายทรัพย์สิ่งหนึ่งสิ่งใด เพื่อจะบำบัดปัดป้องภยันตรายซึ่งมีมาเป็นสาธารณะโดยฉุกเฉิน ท่านว่าไม่จำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หากความเสียหายนั้นไม่เกินสมควรแก่เหตุภยันตราย หมายความว่า
- คำว่า ถ้าบุคคล หมายถึง บุคคลธรรมดา
- แต่ถ้าผู้กระทำเป็นผู้มีอำนาจทำแทนนิติบุคคล และได้ทำเพื่อประโยชน์ของนิติบุคคลนั้นด้วย นิติบุคคลนั้นย่อมเป็นผู้ร่วมกระทำตามวรรคนี้ กับบุคคลธรรมดาซึ่งเป็นผู้กระทำการนั้นได้ มีความหมายเช่นเดียวกับมาตรา 449
- คำว่า ทำบุบสลาย หมายถึง ทำให้ทรัพย์สินได้รับความเสียหายบางส่วน
- คำว่า หรือทำลาย หมายถึง ทำให้ทรัพย์สินได้รับความเสียหายทั้งหมด จนไม่สามารถใช้การได้อีก
- คำว่า ทรัพย์สิ่งหนึ่งสิ่งใด หมายถึง ทรัพย์สินอันใดอันหนึ่ง จะเป็นของบุคคลใด หรือไม่เป็นของบุคคลใด ก็อยู่ในความหมายตามวรรคนี้ทั้งสิ้น
- คำว่า เพื่อจะบำบัดปัดป้อง หมายถึง เพื่อจะระงับ หรือทำให้ไม่เกิดภัยหรืออันตรายขึ้น หรือทำให้ภัยหรืออันตรายนั้นพ้นไป
- คำว่า บำบัดปัดป้อง เป็นคำที่ใช้วลีมีคำสร้อยแบบโบราณ
- คำว่า ภยันตราย หมายถึง ภัยหรืออันตรายที่จะเกิดขึ้นกับบุคคลอื่น หรือทรัพย์สินของบุคคลอื่น แต่ไม่ได้บัญญัติว่า จะต้องเป็นภัยหรืออันตรายที่เกิดขึ้นโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย คือ เกิดจากการกระทำโดยฝ่าฝืนกฎหมายของบุคคล หรือไม่ ดังนั้น แม้ภัยหรืออันตรายที่เกิดขึ้นนั้นจะไม่ได้เกิดจากการฝ่าฝืนกฎหมาย ก็อยู่ในความหมายตามวรรคนี้ เช่น ภัยที่เกิดจากช้างป่าจะเข้ามาทำร้ายคนในหมู่บ้าน หรือภัยที่เกิดจากน้ำป่าจะไหลมาทำความเสียหายแก่คนในหมู่บ้าน
- หากภัยหรืออันตรายที่เกิดขึ้นนั้น เป็นภัยหรืออันตรายที่เกิดโดยฝ่าฝืนกฎหมาย และผู้ที่กระทำการปกป้องสิทธิของตนหรือของผู้อื่น ก็มีเจตนาป้องกันสิทธิของตนหรือของผู้อื่นต่อภัยหรืออันตรายนั้น การกระทำดังกล่าวจะเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ตามป.อ.มาตรา 68 ซึ่งอยู่ในความหมายตามมาตรา 449
- แต่การกระทำของผู้กระทำไม่เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากผู้กระทำไม่มีเจตนาจะป้องกันสิทธิของตนหรือของผู้อื่น โดย เข้าใจว่าภัยหรืออันตรายนั้น ไม่ได้เกิดจากการฝ่าฝืนกฎหมาย แม้ว่าภัยหรืออันตรายนั้นจะเกิดจากการกระทำโดยฝ่าฝืนกฎหมายก็ตาม เช่น ภัยเกิดจากสุนัขซึ่งเจ้าของปล่อยปละละเลย ไม่เลี้ยงหรือดูแลรักษาให้ดี ได้เข้ามาทำร้ายผู้กระทำ ซึ่งการปล่อยปละละเลยของเจ้าของสุนัขเป็นการกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้บุคคลอื่นได้รับอันตรายแก่กาย ตามป.อ. มาตรา 390 อันเป็นการกระทำโดยฝ่าฝืนกฎหมาย แต่ผู้กระทำเข้าใจว่าเป็นสุนัขจรจัด ซึ่งเดินหากินไปทั่วไม่ได้เกิดจากการเลี้ยงโดยปล่อยปละละเลยของผู้ใด จึงไม่มีการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย การที่ผู้กระทำทำร้ายสุนัขนั้น ผู้กระทำไม่ได้มีเจตนาจะป้องกันสิทธิของตนแต่อย่างใด คงมีเจตนากระทำเพื่อให้ตนเองพ้นอันตรายจากสุนัขเท่านั้น การกระทำของผู้กระทำจึงไม่เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ตามป.อ.มาตรา 68 ไม่อยู่ในความหมายของมาตรา 449 แต่เป็นการกระทำด้วยความจำเป็น ตามป.อ.มาตรา 67 ซึ่งอยู่ในความหมายตามวรรคนี้
- ถ้าภัยหรืออันตรายที่เกิดขึ้นนั้น ไม่เป็นภัยหรืออันตรายที่เกิดโดยฝ่าฝืนกฎหมายแล้ว ผู้ที่กระทำการปกป้องสิทธิของตนหรือของผู้อื่นต่อภัยหรืออันตรายนั้น การกระทำดังกล่าวจะเป็นการกระทำด้วยความจำเป็น ตามป.อ.มาตรา 67 ซึ่งอยู่ในความหมายตามวรรคนี้
- คำว่า ซึ่งมีมาเป็นสาธารณะ หมายถึง ภัยหรืออันตรายที่จะเกิดขึ้นกับบุคคลอื่น หรือทรัพย์สินของบุคคลอื่นโดยส่วนรวม หรือหลายคน ไม่ใช่ภัยหรืออันตรายที่จะเกิดขึ้นแก่บุคคล หรือทรัพย์สินของบุคคลเพียงคนใดคนหนึ่งเท่านั้น เช่น ภัยหรืออันตรายที่จะเกิดขึ้นกับคนเกือบทั้งหมู่บ้าน หรือทั้งตำบล
- คำว่า โดยฉุกเฉิน หมายถึง เกิดขึ้นโดยฉับพลัน หรือโดยไม่คาดคิดมาก่อน ไม่สามารถขอความช่วยเหลือจากผู้มีหน้าที่ระงับหรือป้องกันภัยหรืออันตรายตามกฎหมายได้ทัน และหากไม่กระทำการเพื่อระงับ หรือป้องกันโดยทันทีแล้วจะเกิดความเสียหายขึ้นอย่างมาก
- คำว่า ท่านว่าไม่จำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หมายถึง ผู้ที่ทำให้เกิดความเสียหายนั้น ไม่ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทน ตามมาตรา 438
- คำว่า หากความเสียหายนั้นไม่เกินสมควรแก่เหตุภยันตราย หมายถึง เมื่อเปรียบเทียบความเสียหายที่เกิดแก่ทรัพย์สินนั้นแล้ว ไม่เกินกว่าความเสียหายที่คนหมู่มาก หรือส่วนรวมจะได้รับจากภัยหรืออันตรายนั้น อาจนำทฤษฎีสัดส่วนที่ใช้ในการวินิจฉัยเรื่องพอสมควรแก่เหตุ ตามป.อ. มาตรา 67 และมาตรา 68 มาพิจารณาได้ เช่น เพื่อจะเบี่ยงทางน้ำป่าที่จะพัดเข้ามาทำความเสียหายแก่หมู่บ้านซึ่งมี 20 – 30 หลังคาเรือน จึงต้องทำลายบ้านไป 1 – 2 หลัง เพื่อเปิดทางน้ำให้พัดไปทางอื่น
- แต่การกระทำตามวรรคนี้ จำกัดเฉพาะทำให้ทรัพย์สินของผู้อื่นได้รับความเสียหายเท่านั้น การทำให้ชีวิต หรือร่างกายของผู้อื่นได้รับความเสียหาย ไม่อยู่ในความหมายตามวรรคนี้
3.4 ตามมาตรา 450 วรรคสอง บัญญัติว่า ถ้าบุคคลทำบุบสลาย หรือทำลายทรัพย์สิ่งหนึ่งสิ่งใด เพื่อจะบำบัดปัดป้องภยันตรายอันมีแก่เอกชนโดยฉุกเฉิน ผู้นั้นจะต้องใช้คืนทรัพย์นั้น หมายความว่า
- คำว่า ถ้าบุคคล หมายถึง บุคคลธรรมดา มีความหมายเช่นเดียวกับวรรคหนึ่ง
- คำว่า ทำบุบสลาย หมายถึง ทำให้ทรัพย์สินได้รับความเสียหายบางส่วน มีความหมายเช่นเดียวกับวรรคหนึ่ง
- คำว่า หรือทำลาย หมายถึง ทำให้ทรัพย์สินได้รับความเสียหายทั้งหมด จนไม่สามารถใช้การได้อีก มีความหมายเช่นเดียวกับวรรคหนึ่ง
- คำว่า ทรัพย์สิ่งหนึ่งสิ่งใด หมายถึง ทรัพย์สินอันใดอันหนึ่ง จะเป็นของบุคคลใด หรือไม่เป็นของบุคคลใดก็ตาม มีความหมายเช่นเดียวกับวรรคหนึ่ง
- คำว่า เพื่อจะบำบัดปัดป้อง หมายถึง เพื่อจะระงับ หรือทำให้ไม่เกิดภัยหรืออันตรายขึ้น หรือทำให้ภัยหรืออันตรายนั้นพ้นไป มีความหมายเช่นเดียวกับวรรคหนึ่ง
- คำว่า บำบัดปัดป้อง เป็นคำที่ใช้วลีมีคำสร้อยแบบโบราณ
- คำว่า ภยันตราย หมายถึง ภัยหรืออันตรายที่จะเกิดขึ้นกับบุคคลอื่น หรือทรัพย์สินของบุคคลอื่น มีความหมายเช่นเดียวกับวรรคหนึ่ง
- คำว่า อันมีแก่เอกชน หมายถึง ภัยหรืออันตรายนั้นจะเกิดขึ้นกับบุคคลใด หรือทรัพย์สินของบุคคลใดโดยเฉพาะเจาะจง เพียงคนเดียว หรือเพียงกลุ่มเดียวเท่านั้น เช่น ภัยที่เกิดจากน้ำป่าจะไหลมาทำความเสียหายแก่บ้านที่ปลูกอยู้ริมทางน้ำเพียง 1-2 หลังคาเรือน เท่านั้น
- คำว่า โดยฉุกเฉิน หมายถึง เกิดขึ้นโดยฉับพลัน หรือโดยไม่คาดคิดมาก่อน มีความหมายเช่นเดียวกับวรรคหนึ่ง
- คำว่า ผู้นั้นจะต้องใช้คืนทรัพย์นั้น หมายถึง ผู้ที่ทำให้เกิดความเสียหายนั้น ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทน ตามมาตรา 438 ให้แก่เจ้าของทรัพย์ที่ได้ทำให้เกิดความเสียหายนั้น เช่น เพื่อจะเบี่ยงทางน้ำป่าที่จะพัดเข้ามาทำความเสียหายแก่บ้านที่ปลูกอยู้ริมทางน้ำเพียง 1-2 หลังคาเรือน จึงต้องขุดที่นาของผู้อื่นซึ่งปลูกข้าวอยู่แล้วบางส่วน เพื่อเปิดทางน้ำให้พัดไปทางอื่น จึงทำให้ข้าวที่ปลูกไว้ได้รับความเสียหาย
- การใช้คืนทรัพย์แก่เจ้าของทรัพย์ที่ได้รับความเสียหายตามวรรคนี้นั้น รวมถึงการใช้เงินเป็นค่าสินไหมทดแทนด้วย ไม่ได้หมายความถึง การนำทรัพย์สินที่ได้รับความเสียหายนั้น กลับมาคืนแก่เจ้าของทรัพย์สินจริง ๆ
- การทำให้ทรัพย์สินของผู้อื่นได้รับความเสียหายดังกล่าวมานี้ ถือเป็นการกระทำตามที่วรรคนี้อนุญาตให้ทำได้ การกระทำของผู้กระทำย่อมไม่เป็นการทำละเมิด ตามมาตรา 420 เพราะไม่ใช่การทำต่อผู้อื่นโดยผิดกฎหมาย
- การกระทำตามวรรคนี้ จำกัดเฉพาะทำให้ทรัพย์สินของผู้อื่นได้รับความเสียหายเท่านั้น การทำให้ชีวิต หรือร่างกายของผู้อื่นได้รับความเสียหาย ไม่อยู่ในความหมายตามวรรคนี้
3.5 ตามมาตรา 450 วรรคสาม บัญญัติว่า ถ้าบุคคลทำบุบสลาย หรือทำลายทรัพย์สิ่งหนึ่งสิ่งใด เพื่อจะป้องกันสิทธิของตนหรือของบุคคลภายนอกจากภยันตรายอันมีมาโดยฉุกเฉิน เพราะตัวทรัพย์นั้นเองเป็นเหตุ บุคคลเช่นว่านี้หาต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนไม่ หากว่าความเสียหายนั้นไม่เกินสมควรแก่เหตุ แต่ถ้าภยันตรายนั้นเกิดขึ้นเพราะความผิดของบุคคลนั้นเองแล้ว ท่านว่าจำต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้ หมายความว่า
- คำว่า ถ้าบุคคล หมายถึง บุคคลธรรมดา มีความหมายเช่นเดียวกับวรรคหนึ่ง
- คำว่า ทำบุบสลาย หมายถึง ทำให้ทรัพย์สินได้รับความเสียหายบางส่วน มีความหมายเช่นเดียวกับวรรคหนึ่ง
- คำว่า หรือทำลาย หมายถึง ทำให้ทรัพย์สินได้รับความเสียหายทั้งหมด จนไม่สามารถใช้การได้อีก มีความหมายเช่นเดียวกับวรรคหนึ่ง
- คำว่า ทรัพย์สิ่งหนึ่งสิ่งใด หมายถึง ทรัพย์สินอันใดอันหนึ่ง จะเป็นของบุคคลใด หรือไม่เป็นของบุคคลใดก็ตาม มีความหมายเช่นเดียวกับวรรคหนึ่ง
- คำว่า เพื่อจะป้องกัน หมายถึง เพื่อจะระงับ หรือทำให้ไม่เกิดภัยหรืออันตรายขึ้น หรือทำให้ภัยหรืออันตรายนั้นพ้นไป มีความหมายเช่นเดียวกับคำว่า บำบัดปัดป้อง
- แม้ตามวรรคนี้จะใช้คำว่า ป้องกันสิทธิ แต่ก็ไม่ได้หมายถึง การป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งอยู่ในความหมายตามมาตรา 449
- คำว่า สิทธิของตนหรือของบุคคลภายนอก หมายถึง สิทธิในชีวิต หรือในร่างกาย หรือเสรีภาพ หรือในทรัพย์สิน หรือสิทธิอย่างอื่นของบุคคล มีความหมายเช่นเดียวกับมาตรา 420
- คำว่า จากภยันตราย หมายถึง ภัยหรืออันตรายที่จะเกิดขึ้นกับบุคคลอื่น หรือทรัพย์สินของบุคคลอื่น มีความหมายเช่นเดียวกับวรรคหนึ่ง
- คำว่า อันมีมาโดยฉุกเฉิน หมายถึง เกิดขึ้นโดยฉับพลัน หรือโดยไม่คาดคิดมาก่อน มีความหมายเช่นเดียวกับวรรคหนึ่ง
- คำว่า เพราะตัวทรัพย์นั้นเองเป็นเหตุ หมายถึง ภัยหรืออันตรายที่จะเกิดขึ้นกับบุคคลอื่น หรือทรัพย์สินของบุคคลอื่นนั้น เกิดจากตัวทรัพย์นั้นเอง เช่น รถยนต์ที่เจ้าของรถติดเครื่องไว้ แล้วออกไปทำธุระในบ้านไม่อยู่ในตัวรถ ได้แล่นมาจะชนผู้ที่เดินผ่านไปมาในบริเวณนั้น หรือจะพุ่งเข้าไปในบ้านของผู้อื่นที่อยู่ข้างเคียง
- คำว่า บุคคลเช่นว่านี้ หมายถึง ผู้ที่ทำให้ทรัพย์สิน ซึ่งเป็นต้นเหตุให้เกิดภัยหรืออันตรายนั้น เสียหายหรือถูกทำลายจนใช้การไม่ได้
- คำว่า หาต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนไม่ หมายถึง ไม่ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทน ตามมาตรา 438 ให้แก่เจ้าของทรัพย์ที่ได้รับความเสียหายนั้น
- เนื่องจากตัวทรัพย์สินนั้นเป็นต้นเหตุให้เกิดภัยหรืออันตรายแก่บุคคลอื่น หรือทรัพย์สินของบุคคลอื่น ย่อมถือว่าเป็นความผิดของเจ้าของทรัพย์ หรือของผู้ครอบครองทรัพย์สินนั้นที่ต้องรับผิดชอบ แม้ว่าการกระทำของเจ้าของทรัพย์ หรือของผู้ครอบครองทรัพย์สินนั้นอาจจะไม่เป็นละเมิดก็ตาม
- แต่ถ้าความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่บุคคลอื่น หรือทรัพย์สินของบุคคลอื่นนั้น เจ้าของทรัพย์ หรือผู้ครอบครองทรัพย์สินนั้นจะต้องรับผิดอย่างใดอย่างหนึ่ง ตามลักษณะละเมิดนี้ เจ้าของทรัพย์ หรือผู้ครอบครองทรัพย์สินนั้นก็จะต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่บุคคลอื่นที่ได้รับความเสียหายนั้นด้วย เป็นอีกส่วนหนึ่งต่างหากจากวรรคนี้
- เป็นลักษณะการจัดรูปประโยคของคำว่า “หา” ที่ต้นประโยคแล้ว จะต้องมีคำว่า “ไม่” หรือ “ได้ไม่” ตามความหมายที่กล่าวถึง อยู่ท้ายประโยคนั้นเสมอ
- คำว่า หากว่าความเสียหายนั้นไม่เกินสมควรแก่เหตุ หมายถึง เมื่อเปรียบเทียบความเสียหายที่เกิดแก่ทรัพย์สินนั้นแล้ว ไม่เกินกว่าความเสียหายที่บุคคลอื่น หรือทรัพย์สินของบุคคลอื่นจะได้รับ มีความหมายเช่นเดียวกับวรรคหนึ่ง
- คำว่า แต่ถ้าภยันตรายนั้นเกิดขึ้นเพราะความผิดของบุคคลนั้นเองแล้ว หมายถึง ผู้ที่ทำให้ทรัพย์สิน ซึ่งเป็นต้นเหตุให้เกิดภัยหรืออันตรายนั้น เสียหายหรือถูกทำลายจนใช้การไม่ได้ กลับเป็นผู้ที่ทำให้ทรัพย์สินนั้นก่อภัยหรืออันตรายขึ้นเอง เช่น ผู้ที่ทำให้รถยนต์ที่เจ้าของรถจอดทิ้งไว้ริมถนนแต่ได้ดับเครื่องยนต์แล้ว และออกไปทำธุระในบ้านไม่อยู่ในตัวรถ เสียหายหรือถูกทำลายจนใช้การไม่ได้นั้น เป็นผู้ที่เข้าไปติดเครื่องยนต์ของรถคันดังกล่าวจนแล่นมาจะชนผู้ที่เดินผ่านไปมาในบริเวณนั้น หรือจะพุ่งเข้าไปในบ้านของผู้อื่นที่อยู่ข้างเคียงนั้นเสียเอง
- คำว่า ท่านว่าจำต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้ หมายถึง ผู้ที่ทำให้ทรัพย์สินนั้นก่อภัยหรืออันตรายขึ้น และเป็นผู้ที่ทำให้ทรัพย์สินนั้น เสียหายหรือถูกทำลายจนใช้การไม่ได้เอง ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทน ตามมาตรา 438 ให้แก่บุคคลอื่น หรือทรัพย์สินของบุคคลอื่นที่ได้รับความเสียหาย และให้แก่เจ้าของทรัพย์ที่ได้รับความเสียหายหรือถูกทำลายจนใช้การไม่ได้นั้นด้วย
3.6 ตามมาตรา 451 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า บุคคลใช้กำลังเพื่อป้องกันสิทธิของตน ถ้าตามพฤติการณ์จะขอให้ศาลหรือเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือให้ทันท่วงทีไม่ได้ และถ้ามิได้ทำในทันใด ภัยมีอยู่ด้วยการที่ตนจะได้สมดังสิทธินั้นจะต้องประวิงไปมากหรือถึงแก่สาบสูญได้ไซร้ ท่านว่าบุคคลนั้นหาต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนไม่ หมายความว่า
- คำว่า บุคคล หมายถึง บุคคลธรรมดา
- แต่ถ้าผู้กระทำเป็นผู้มีอำนาจทำแทนนิติบุคคล และได้ทำเพื่อประโยชน์ของนิติบุคคลนั้นด้วย นิติบุคคลนั้นย่อมเป็นผู้ร่วมกระทำตามวรรคนี้ กับบุคคลธรรมดาซึ่งเป็นผู้กระทำการนั้นได้
- คำว่า ใช้กำลัง หมายถึง การกระทำ หรือการเคลื่อนไหวร่างกาย
- แม้จะใช้คำว่า ใช้กำลัง แต่ไม่ได้มีความหมายถึงขนาดว่า เป็นการใช้ความรุนแรง หรือเป็นการตอบโต้ หรือทำให้เกิดอันตราย หรือทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ใด คงมีลักษณะเป็นการใช้กำลังเพื่อหลีกเลี่ยงพฤติการณ์หรือเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดความรำคาญ หรือเกิดความหงุดหงิด หรือเกิดการขัดขวางการใช้สิทธิของตนเสียมากกว่า
- ลักษณะของการใช้กำลัง ต้องเป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในวรรคสองด้วย
- คำว่า เพื่อป้องกันสิทธิของตน หมายถึง วัตถุประสงค์ในการใช้กำลังนั้น จะต้องเป็นไปเพื่อหลีกเลี่ยง หรือหยุด หรือทำให้ไม่เกิดภัยหรืออันตรายขึ้น หรือทำให้ภัยหรืออันตรายนั้นพ้นไป หรือหมดไปเท่านั้น มีความหมายเช่นเดียวกับคำว่า บำบัดปัดป้อง ตามที่บัญญัติไว้ในวรรคสอง
- แม้ตามวรรคนี้จะใช้คำว่า ป้องกันสิทธิ แต่ก็ไม่ได้หมายถึง การป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งอยู่ในความหมายตามมาตรา 449
- คำว่า ถ้าตามพฤติการณ์ หมายถึง ตามข้อเท็จจริง หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หรือตามลักษณะหรือการกระทำที่ทำให้เกิดการใช้กำลังเพื่อป้องกัน หรือปกป้อง หรือคุ้มครองสิทธิ หรือข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมภายนอกที่ทำให้เกิดการใช้กำลังเพื่อป้องกัน หรือปกป้อง หรือคุ้มครองสิทธิ หรือ Objective
- ตามวรรคนี้ เพียงใช้คำว่า พฤติการณ์ ไม่ได้ใช้คำว่า ภยันตราย เหมือนในมาตรา 449 และมาตรา 450 และผลของเหตุการณ์หรือพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นตามวรรคนี้ ตามตัวบทภาษาอังกฤษ ใช้คำว่า Frustrated คือ ทำให้รำคาญ หรือทำให้หงุดหงิด และคำว่า Scriously impeded คือ มีการขัดขวางอย่างจริงจัง เท่านั้น ไม่ใช่เหตุการณ์หรือพฤติการณ์ที่ทำให้เกิดภัย หรืออันตราย หรือความเสียหายต่อสิทธิของผู้อื่น หรือต่อทรัพย์สินของผู้อื่นจนถึงกับต้องทำการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย หรือต้องกระทำการด้วยความจำเป็น เหมือนในมาตรา 449 และมาตรา 450
- เหตุการณ์หรือพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นตามวรรคนี้ จึงมีลักษณะที่ย่อหย่อนกว่าภยันตราย ตามมาตรา 449 และมาตรา 450 แต่เป็นเหตุการณ์ หรือพฤติการณ์ที่แค่มารบกวนการใช้สิทธิของผู้อื่น ให้เกิดความรำคาญ หรือความหงุดหงิดในการใช้สิทธิของผู้อื่น หรือในการใช้สิทธิในทรัพย์สินของผู้อื่น หรือในการอยู่ร่วมกันในสังคมเท่านั้น ไม่ได้มาทำให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อสิทธิของผู้อื่น หรือต่อทรัพย์สินของผู้อื่น ซึ่งเป็นกรณีตามมาตรา 449 และมาตรา 450 เช่น น้ำฝนที่ระบายทิ้งจากหลังคาบ้านข้างเคียง กระเด็นมาถูกทรัพย์สิน หรือถูกสัตว์เลี้ยงของบ้านผู้กระทำ หรือถูกคนที่เดินสัญจรไปมาบนทางเท้าด้านล่างจนเปียก หรือสกปรก หรือต้นไม้ที่ปลูกไว้ที่ริมรั้วของบ้านข้างเคียง ผลไม้ของต้นไม้นั้นหล่นลงมาโดนบ้านผู้กระทำก่อให้เกิดเสียงดังรำคาญ หรือรถยนต์ของบ้านข้างเคียง หรือของบุคคลอื่นจอดขวางหน้าประตูบ้านผู้กระทำ ทำให้เข้าหรือออกจากบ้านไม่ได้ชั่วคราว
- คำว่า จะขอให้ศาล หมายถึง การฟ้องคดี หรือยื่นคำร้องต่อศาล
- เมื่อมีการกล่าวอ้างว่าผู้ใดถูกคุมขังในคดีอาญา หรือในกรณีอื่นโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้น หรือพนักงานอัยการ หรือพนักงานสอบสวน หรือผู้บัญชาการเรือนจำ หรือสามี หรือภริยา หรือญาติของผู้นั้น หรือบุคคลอื่นใดเพื่อประโยชน์ของผู้ถูกคุมขัง เช่น นายจ้าง หรือตัวการ หรือครูอาจารย์หรือผู้ดูแลรักษา หรือผู้อนุบาล หรือผู้พิทักษ์ของบุคคลนั้น สามารถยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ศาลมีคำสั่งปล่อยตัวผู้นั้นได้ด้วย ตามป.วิ.อ. มาตรา 90
- ตามป.วิ.อ. มาตรา 90 แม้จะถือเป็นการทำละเมิดอย่างหนึ่ง แต่ต้องยื่นคำร้องต่อศาลเท่านั้น จะใช้กำลังดำเนินการเองตามวรรคนี้ไม่ได้
- คำว่า หรือเจ้าหน้าที่ หมายถึง เจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับพฤติการณ์หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เช่น ถ้ามีเหตุการณ์เกิดขึ้นจากสัตว์ เจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง อาจเป็นเจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯ หรือเจ้าหน้าที่ป่าไม้ หรือเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ หรือสัตวแพทย์ประจำโรงพยาบาล หรือเจ้าหน้าที่เทศบาล
- คำว่า ช่วยเหลือ หมายถึง ผู้กระทำนั้น ไม่สามารถยื่นคำฟ้องหรือยื่นคำร้องต่อศาล หรือไม่สามารถแจ้งขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อให้ช่วยปกป้องหรือคุ้มครองสิทธิของตนหรือของผู้อื่น เช่น บิดามารดา หรือสามีหรือภริยา หรือบุตร หรือเพื่อนบ้านของผู้กระทำ ให้พ้นจากเหตุการณ์ หรือเรื่องที่ทำให้ต้องใชักำลังนั้นได้
- คำว่า ให้ทันท่วงทีไม่ได้ หมายถึง ไม่สามารถยื่นคำฟ้องหรือยื่นคำร้องต่อศาล หรือไม่สามารถแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ศาลหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้น เข้ามาช่วยเหลือปกป้องหรือคุ้มครองสิทธิของผู้กระทำหรือของผู้อื่นได้ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์นั้น หรือก่อนที่จะเกิดความเสียหายแก่สิทธิ หรือทรัพย์สินของผู้กระทำหรือของผู้อื่นขึ้น
- แต่ถ้าเหตุการณ์หรือพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น ได้เกิดขึ้นมาเป็นเวลานานแล้ว หรือเกิดมาเป็นประจำ ต้องยื่นคำฟ้องหรือยื่นคำร้องต่อศาล หรือแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องให้เข้ามาดำเนินการให้ ไม่ถือว่าอยู่ในความหมายตามวรรคนี้ เช่น มีบ้านที่เลี้ยงไก่ หรือเป็ดอยู่ในบ้านจำนวนมาก จนทำให้ขี้ไก่ หรือขี้เป็ดนั้นส่งกลิ่นเหม็นรบกวนการพักอาศัยของบ้านหลังอื่น ๆ ในบริเวณนั้นมาเป็นระยะเวลานานแล้ว ดังนี้ ต้องยื่นคำฟ้องต่อศาล หรือแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องให้เข้ามาดำเนินการให้ เจ้าของบ้านใกล้เคียงจะใช้กำลังดำเนินการเพื่อขจัดกลิ่นเหม็นนั้นเอง ไม่อยู่ในความหมายตามวรรคนี้
- คำว่า และถ้ามิได้ทำในทันใด หมายถึง ถ้าไม่ได้ทำในขณะเกิดเหตุการณ์หรือพฤติการณ์ที่ทำให้ต้องใช้กำลังนั้น
- คำว่า ภัยมีอยู่ด้วย หมายถึง ภัย หรือความเสียหายนั้น มีอยู่เพียงแค่ ตามข้อความที่จะกล่าวต่อไปเท่านั้น
- คำว่า การที่ตนจะได้สมดังสิทธินั้นจะต้องประวิงไปมาก หมายถึง เมื่อผู้กระทำตามวรรคนี้จะใช้สิทธิของตน หรือสิทธิในทรัพย์สินของตน เช่น ผู้กระทำจะเดินทางไปมา หรือจะเข้าออกจากบ้าน หรือจะใช้ประโยชน์จากพื้นที่บริเวณรอบ ๆ บ้าน ต้องเกิดความรำคาญ หรือความหงุดหงิด หรือถูกขัดขวางการใช้สิทธินั้น
- คำว่า ประวิงไปมาก ตามตัวบทภาษาอังกฤษ ใช้คำว่า Frustrated ซึ่งมีความหมายว่า ทำให้รำคาญ หรือทำให้หงุดหงิด ไม่ตรงกับการถ่วงเวลา หรือทำให้ล่าช้า หรือทำให้นานออกไป ตามความหมายในปัจจุบันของคำว่า ประวิง ซึ่งเดิมอาจมีความหมายว่า ด้อยลง หรือลดน้อยลง
- คำว่า หรือถึงแก่สาบสูญได้ไซร้ หมายถึง มีการขัดขวางไม่ให้ผู้กระทำตามวรรคนี้ใช้สิทธิของตน หรือใช้สิทธิในทรัพย์สินของตนได้ ไม่ว่าการขัดขวางนั้นจะเกิดจากความตั้งใจ หรือไม่ตั้งใจก็ตาม เช่น มีผู้นำรถมาจอดขวางหน้าประตูบ้าน จนทำให้ผู้กระทำไม่สามารถขับรถออกไปทำงาน หรือไปพบแพทย์ หรือไปทำธุระอย่างอื่นได้
- คำว่า สาบสูญได้ ตามตัวบทภาษาอังกฤษ ใช้คำว่า Scriously impeded ซึ่งมีความหมายว่า การขัดขวางอย่างจริงจัง หรือการขัดขวางอย่างแน่นอน ไม่ตรงกับการสูญหาย ตามความหมายปกติของคำว่า สาบสูญ
- คำว่า ท่านว่าบุคคลนั้นหาต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนไม่ หมายถึง การที่ผู้กระทำตามวรรคนี้ ได้กระทำเพื่อหลีกเลี่ยงความรำคาญ หรือความหงุดหงิด หรือการขัดขวางการใช้สิทธิของตน หรือสิทธิในทรัพย์สินของตนนั้น ให้หยุดลง หรือพ้นไป หรือหมดไปนั้น ได้ก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นบ้างแก่บุคคลใด หรือแก่เจ้าของทรัพย์ที่มาทำความรำคาญ หรือความหงุดหงิด หรือขัดขวางการใช้สิทธินั้น ผู้กระทำตามวรรคนี้ก็ไม่ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายที่เกิดขึ้น เช่น มีผู้นำรถมาจอดขวางหน้าประตูบ้าน จนทำให้ผู้กระทำไม่สามารถขับรถออกไปทำงาน หรือไปพบแพทย์ หรือไปทำธุระอย่างอื่นได้ ผู้กระทำจึงต้องนำแม่แรงมายกรถคันดังกล่าว หรือต้องเข็นรถคันดังกล่าวออกไปให้พ้นจากหน้าบ้านของตน ทำให้รถคันดังกล่าวเกิดรอยขีดข่วนขึ้นใต้กันชนหรือที่ฝากระโปรงหลังเล็กน้อย หรือน้ำฝนจากกันสาดของบ้านข้างเคียงกระเด็นเข้ามาในบ้าน จนทำให้ผู้กระทำต้องนำแผ่นไม้มาบังน้ำฝนที่กระเด็นมานั้น ทำให้น้ำฝนนั้นกระเด็นกลับไปโดนทรัพย์สินในบ้านข้างเคียงเปียกหรือสกปรก ดังนี้ ผู้กระทำไม่ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายที่เกิดรอยขีดข่วนใต้กันชนหรือที่ฝากระโปรงหลังของรถคันดังกล่าว หรือที่ทรัพย์สินในบ้านข้างเคียงเปียกหรือสกปรกจากน้ำฝนนั้น
- แม้วรรคนี้ไม่ได้บัญญัติว่า การกระทำเพื่อบำบัดปัดป้องสิทธิของผู้กระทำนั้น จะต้องกระทำพอสมควรแก่เหตุ หรือความเสียหายที่เกิดแก่ผู้อื่นนั้นต้องไม่เกินสมควรแก่เหตุก็ตาม แต่เมื่อการกระทำของผู้กระทำก็อาจทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น หรือทรัพย์สินของผู้อื่นได้เช่นกัน ดังนั้น ผู้กระทำจึงต้องกระทำพอสมควรแก่เหตุ หรือความเสียหายที่เกิดแก่ผู้อื่นนั้นต้องไม่เกินสมควรแก่เหตุ คือ เกินกว่าความเสียหายที่ได้รับจากความรำคาญ หรือความหงุดหงิด หรือการไม่ได้ใช้สิทธิของตน ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นความเสียหายทางอารมณ์ หรือทางจิตใจเสียมากกว่า จึงจะถือเป็นการกระทำตามความหมายในวรรคนี้
- พฤติการณ์ หรือเหตุการณ์ หรือภัยที่กล่าวในมาตรานี้ มีลักษณะเป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดความรำคาญ หรือเป็นสิ่งรบกวน หรือ Nuisance การใช้สิทธิของผู้กระทำเท่านั้น ไม่ได้เป็นภัยที่ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง หรือเกิดอันตรายอย่างร้ายแรงแก่บุคคล หรือสิทธิ หรือทรัพย์สินของบุคคล จนถึงกับต้องมีการกระทำต่อภัยนั้นเพื่อป้องกันสิทธิ ตามป.อ. มาตรา 68 หรือมีการกระทำต่อภัยนั้นด้วยความจำเป็น ตามป.อ. มาตรา 67
- ตามปกติการกระทำที่ก่อให้เกิดความรำคาญ หรือเป็นสิ่งรบกวนการใช้สิทธิของบุคคลอื่น บุคคลที่ถูกรบกวน หรือถูกก่อความรำคาญ ก็มักจะหลีกเลี่ยงไปเสียเท่านั้น ก็พ้นจากความรำคาญ หรือจากสิ่งรบกวนนั้นได้แล้ว แต่บางครั้งการหลีกเลี่ยงอาจต้องใช้กำลังบ้างเล็กน้อย การกระทำดังกล่าวจึงอยู่ในความหมายตามมาตรานี้
3.7 ตามมาตรา 451 วรรคสอง บัญญัติว่า การใช้กำลังดังกล่าวมาในวรรคก่อนนั้น ท่านว่าต้องจำกัดครัดเคร่งแต่เฉพาะที่จำเป็นเพื่อจะบำบัดปัดป้องภยันตรายเท่านั้น หมายความว่า
- คำว่า การใช้กำลังดังกล่าวมาในวรรคก่อนนั้น หมายถึง การกระทำของผู้กระทำตามวรรคหนึ่ง ซึ่งได้กระทำเพื่อหยุด หรือทำให้ความรำคาญ หรือความหงุดหงิด หรือการไม่ได้ใช้สิทธิของตนนั้นพ้นไป หรือหมดไป
- คำว่า ท่านว่าต้องจำกัดครัดเคร่ง หมายถึง การใช้กำลังเพื่อหยุด หรือทำให้ความรำคาญ หรือความหงุดหงิด หรือการไม่ได้ใช้สิทธิของตนพ้นไป หรือหมดไปนั้น ต้องอยู่ภายในกรอบของทฤษฎีสัดส่วน โดยเข้มงวด หรือเคร่งครัดเท่านั้น
- ตามวรรคนี้ใช้คำว่า ครัดเคร่ง ไม่ได้ใช้คำว่า เคร่งครัด อย่างการใช้คำนี้ในปัจจุบัน ดังนั้น หากจะกล่าวอ้างว่าวรรคนี้บัญญัติไว้ว่าอย่างไร ต้องใช้คำว่า ครัดเคร่ง ไม่สามารถใช้คำว่า เคร่งครัด แทนได้ แต่ในการอธิบายความโดยทั่วไป อาจใช้คำว่า เคร่งครัด แทนได้
- คำว่า แต่เฉพาะที่จำเป็น หมายถึง เท่าที่ต้องทำเพื่อหลีกเลี่ยงความรำคาญ หรือความหงุดหงิด หรือการไม่ได้ใช้สิทธิของตนให้หยุด หรือพ้นไป หรือหมดไปเท่านั้น การกระทำที่เกินไปกว่านั้น ไม่อยู่ในความหมายตามวรรคนี้ เช่น มีรถมาจอดขวางรถของผู้กระทำที่จอดอยู่ในช่องจอดรถจนไม่สามารถขับออกไปได้ ผู้กระทำต้องเข็นรถคันดังกล่าวเลื่อนไปเพียงเพื่อรถของผู้กระทำขับออกไปได้เท่านั้น จะเข็นไปจอดไว้ห่างออกไปไกลกว่า 10 เมตร แม้ไม่ได้ทำให้รถคันดังกล่าวได้รับความเสียหาย ก็ไม่ถือเป็นการกระทำเฉพาะที่จำเป็นตามความหมายนี้
- คำว่า เพื่อจะบำบัดปัดป้องภยันตรายเท่านั้น หมายถึง การใช้กำลังตามวรรคนี้ต้องเป็นการกระทำเพื่อหลีกเลี่ยงความรำคาญ หรือความหงุดหงิด หรือการไม่ได้ใช้สิทธิของตนนั้นให้หยุด หรือพ้นไป หรือหมดไปเท่านั้น ไม่ได้เป็นการกระทำต่อผู้ที่มาก่อให้เกิดความรำคาญ หรือความหงุดหงิด หรือการไม่ได้ใช้สิทธิของตน จนทำให้เกิดอันตราย หรือเกิดความเสียหายแก่ผู้ที่มาก่อความรำคาญ หรือความหงุดหงิด หรือแก่ผู้ที่มาขัดขวางการใช้สิทธิของตนนั้น
- หากเป็นการกระทำโดยวัตถุประสงค์อื่น เช่น กระทำเพื่อแกล้งผู้ที่มาก่อความรำคาญ หรือความหงุดหงิด หรือแกล้งผู้ที่มาขัดขวางการใช้สิทธิของตน ไม่อยู่ในความหมายตามวรรคนี้
- คำว่า บำบัดปัดป้อง ตัวบทภาษาอังกฤษใช้คำว่า averting หมายความว่า หลีกเลี่ยง ตรงกับความหมายของคำว่า ปัดป้อง ซึ่งหมายถึง หลบเลี่ยง หรือกันให้พ้นไป
3.8 ตามมาตรา 451 วรรคสาม บัญญัติว่า ถ้าบุคคลผู้ใดกระทำการดังกล่าวมาในวรรคต้น เพราะหลงสันนิษฐานพลาดไปว่ามีเหตุจำเป็นที่จะทำได้โดยชอบด้วยกฎหมายไซร้ ท่านว่าผู้นั้นจะต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บุคคลอื่น แม้ทั้งการที่หลงพลาดไปนั้นจะมิใช่เป็นเพราะความประมาทเลินเล่อของตน หมายความว่า
- คำว่า ถ้าบุคคลผู้ใดกระทำการดังกล่าวมาในวรรคต้น หมายถึง ผู้กระทำได้กระทำตามที่กล่าวมาในวรรคหนึ่งแล้ว
- คำว่า เพราะหลงสันนิษฐานพลาดไปว่า หมายถึง เข้าใจผิดในข้อเท็จจริง หรือพฤติการณ์ หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไปว่า
- คำว่า มีเหตุจำเป็นที่จะทำได้ หมายถึง มีพฤติการณ์ หรือมีเหตุการณ์ที่ก่อให้เกิดความรำคาญ หรือความหงุดหงิด หรือการไม่ได้ใช้สิทธิของตน ซึ่งจะทำให้ตนเองสามารถใช้กำลังเพื่อหลีกเลี่ยงความรำคาญ หรือความหงุดหงิด หรือการไม่ได้ใช้สิทธิของตนนั้นได้ ตามที่กล่าวมาในวรรคหนึ่ง
- คำว่า โดยชอบด้วยกฎหมาย หมายถึง ผู้กระทำสามารถทำได้ตามวรรคหนึ่ง
- คำว่า ท่านว่าผู้นั้นจะต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บุคคลอื่น หมายถึง ผู้กระทำจะต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทน ตามมาตรา 438 ให้แก่บุคคลอื่น หรือแก่เจ้าของทรัพย์สินที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำของตนที่เข้าใจผิดในข้อเท็จจริง หรือพฤติการณ์ หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น
- คำว่า แม้ทั้งการที่หลงพลาดไปนั้นจะมิใช่เป็นเพราะความประมาทเลินเล่อของตน หมายถึง แม้การที่ผู้กระทำเข้าใจผิดในข้อเท็จจริง หรือพฤติการณ์ หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไปนั้น จะเกิดเนื่องจากผู้กระทำได้ใช้ความระมัดระวัง หรือในการตรวจสอบข้อเท็จจริง หรือพฤติการณ์ หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นอย่างดีแล้วก็ตาม เช่น น้ำฝนที่กระเด็นเข้ามาในบ้านผู้กระทำเกิดจากน้ำฝนที่ตกจากกันสาดของบ้านผู้กระทำเอง ไม่ได้ตกจากกันสาดของบ้านข้างเคียง แต่ผู้กระทำเข้าใจว่าน้ำฝนดังกล่าวตกมาจากกันสาดของบ้านข้างเคียง แม้ว่าผู้กระทำจะได้ดูอย่างดีแล้ว หรือให้คนในบ้านมาช่วยดูด้วยก็ตาม แต่เนื่องจากฝนตกหนัก และกันสาดบ้านของผู้กระทำกับกันสาดของบ้านข้างเคียงอยู่ติดกันมาก จนทำให้ผู้กระทำเข้าใจผิด จึงได้นำแผ่นไม้มาบังน้ำฝนที่กระเด็นตกมาจากกันสาดบ้านของผู้กระทำ จนทำให้น้ำฝนนั้นกระเด็นเข้าไปโดนทรัพย์สินในบ้านข้างเคียงได้รับความเสียหาย ดังนี้ แม้ความเสียหายที่เกิดกับทรัพย์สินในบ้านข้างเคียง จะไม่ได้เกิดจากความประมาทของผู้กระทำ เพราะผู้กระทำได้ตรวจสอบเป็นอย่างดีแล้วก็ตาม แต่เมื่อความเสียหายที่เกิดกับทรัพย์สินในบ้านข้างเคียงนั้น เกิดจากการกระทำของผู้กระทำ โดยไม่มีพฤติการณ์ หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างที่ผู้กระทำเข้าใจ อันจะทำให้ผู้กระทำสามารถทำได้ตามวรรคหนึ่งแล้ว ผู้กระทำก็ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทน ตามมาตรา 438 ให้แก่เจ้าของบ้านข้างเคียงที่ได้รับความเสียหายจากน้ำฝนดังกล่าว ทั้งนี้ เนื่องจากเจ้าของบ้านเคียงไม่ได้มีส่วนผิด หรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับพฤติการณ์ หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นแต่อย่างใด
