คำสั่งคำร้องที่ ท.204/2567
ป.วิ.พ. มาตรา 23
เมื่อศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายเวลายื่นฎีกาครั้งที่ 1 ถึงวันที่ 1 ธันวาคม 2566 จึงเป็นหน้าที่ของจำเลยที่ต้องตรวจสอบให้รอบคอบว่า ศาลอนุญาตให้ขยายถึงวันใด แต่จำเลยกลับตรวจสอบวันครบกำหนดผิดพลาดไป จึงถือได้ว่าเป็นความบกพร่องของจำเลยเอง ไม่ใช่เหตุสุดวิสัยที่ศาลจะอนุญาตให้จำเลยขยายเวลายื่นฎีกาครั้งที่ 2 เมื่อพ้นกำหนดเวลาแล้วได้
คำสั่งคำร้องที่ ท.270/2567
ป.วิ.อ. มาตรา 216, 220, 221, 223
โจทก์ฎีกาขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งงดสืบพยานโจทก์ ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 แล้วมีคำสั่งให้ย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งห้าและมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดีต่อไป เป็นฎีกาคำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นในปัญหาข้อเท็จจริง มิใช่เป็นฎีกาในเนื้อหาของประเด็นแห่งคดีที่จะให้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งห้ากระทำความผิดตามฟ้อง ไม่อยู่ในบังคับ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 220 โจทก์จึงฎีกาได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 216 โดยไม่ต้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาอนุญาตให้ฎีกา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221 การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกา และผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ไม่อนุญาตให้ฎีกา กับทั้งศาลชั้นตันสั่งไม่รับฎีกาของโจทก์จึงเป็นไปโดยผิดหลง ชอบที่ศาลชั้นต้นจะรับฎีกาของโจทก์ไว้ดำเนินการ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 216 วรรคสอง และมาตรา 223 ต่อไป
คำสั่งคำร้องที่ ท.278/2567
ป.วิ.อ. มาตรา 220, 221
ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เห็นว่าข้อความที่ตัดสินไม่เป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุด และมีคำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์ฎีกา ถือว่าเป็นดุลพินิจเด็ดขาดของผู้พิพากษาผู้นั้น ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221 โจทก์จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์ดุลพินิจดังกล่าวต่อศาลฎีกาได้ แม้โจทก์จะอ้างอีกว่าฎีกาของโจทก์เป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุด แต่ก็ไม่มีบทกฎหมายใดให้อำนาจแก่ศาลฎีกาที่จะรับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณา
คำสั่งคำร้องที่ ท.288/2567
ป.วิ.อ. มาตรา 46
ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 ที่บัญญัติให้การพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา หมายความเพียงว่า ถ้ามีคำพิพากษาคดีส่วนอาญาถึงที่สุดแล้ว ในการพิจารณาพิพากษาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฎในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา เมื่อคดีอาญาที่ผู้ถูกกล่าวหาเป็นโจทก์ฟ้อง ร. เป็นจำเลยยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น คดียังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด ประกอบกับศาลฎีกาทำคำพิพากษาคดีนี้เสร็จแล้ว และอยู่ในระหว่างการนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาของศาลชั้นต้น กรณีจึงไม่มีเหตุอันสมควรที่จะให้งดการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาและอนุญาตให้ผู้ถูกกล่าวหายื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมตามขอได้
คำสั่งคำร้องที่ ท.393/2567
ป.วิ.พ. มาตรา 1 (3), 18, 247
พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 27) มาตรา 9
- ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้กถอนคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดี เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2564 ถือว่าเป็นคำฟ้องที่ยื่นภายหลังจากที่ พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 27) พ.ศ. 2558 ใช้บังคับ การฎีกาผู้ร้องต้องยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาพร้อมกับคำฟ้องฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 247
- การยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาถือเป็นหน้าที่ของผู้ร้องผู้ฎีกาที่จะต้องยื่นคำร้องพร้อมคำฟ้องฎีกา ศาลชั้นต้นไม่มีหน้าที่แจ้งให้ผู้ร้องยื่นคำร้องก่อน เพราะไม่ใช่กรณียื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาแล้วมีข้อบกพร่องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18
คำสั่งคำร้องที่ ครพ.233/2567
ป.วิ.พ. มาตรา 247
การฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ ให้กระทำได้เมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา และขออนุญาตฎีกา ให้ยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้นที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีนั้น แล้วให้ศาลชั้นต้นรีบส่งคำร้องพร้อมคำฟ้องฎีกาดังกล่าวไปยังศาลฎีกาตาม ปวิ.พ. มาตรา 247 จึงเป็นอำนาจเฉพาะของศาลฎีกาเท่านั้นที่จะพิจารณาสั่งรับหรือไม่รับคำร้องและรับฎีกา การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคำร้องขออนุญาตฎีกาของโจทก์ว่า ฎีกาของโจทก์เป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุด จึงอนุญาตให้โจทก์ฎีกาได้และสั่งรับฎีกาของโจทก์มานั้นเป็นการไม่ชอบ
คำสั่งคำร้องที่ ครพ.308/2567
ป.วิ.พ. มาตรา 323
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องวางเงินเพื่อเป็นประกันการชำระคำสินไหมทดแทนแก่โจทก์หรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ผู้ร้องไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งจำหน่ายคดีของผู้ร้องออกจากสารบบความ ซึ่งคำสั่งศาลชั้นต้นเป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 323 วรรคสี่ อันเป็นบทมาตราที่บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ จึงไม่อาจขออนุญาตฎีกาได้
คำสั่งคำร้องที่ คร.อท.317/2567
ป.วิ.อ. มาตรา 221
พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ มาตรา 44, 46
ตาม พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 44 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า การฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ให้ผู้ฎีกายื่นคำร้องแสดงเหตุที่ศาลฎีกาควรรับฎีกาไว้พิจารณาตามมาตรา 46 พร้อมกับคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้นที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีนั้น เมื่อโจทก์ยื่นฎีกาโดยมิได้ยื่นคำร้องขอฎีกามาด้วย จึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว ส่วนคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221 ที่โจทก์ยื่นมาพร้อมกับฎีกานั้น ก็ไม่อาจแปลได้ว่าเป็นคำร้องขอฎีกาตามที่บัญญัติไว้ ต้องถือว่าเป็นการฎีกาโดยไม่มีคำร้องขอฎีกาต่อศาลฎีกามาด้วย เป็นการไม่ชอบ
คำสั่งคำร้องที่ ครพ.1020/2567
ป.วิ.พ. มาตรา 247, 248 (เดิม)
ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 247 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “การฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ ให้กระทำได้เมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา” และวรรคสอง บัญญัติว่า “การขออนุญาตฎีกา ให้ยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้นที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีนั้นภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์” เมื่อจำเลยยื่นฎีกาพร้อมกับยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาและพิพากษาคดีในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 รับรองฎีกา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 (เดิม) ซึ่งคำร้องดังกล่าวไม่อาจแปลความหรือถือว่าเป็นคำร้องขอให้ศาลฎีกาอนุญาตให้ฎีกา จึงเป็นกรณีที่จำเลยยื่นคำฟ้องฎีกาโดยไม่ได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาต่อศาลฎีกามาด้วย อันเป็นการไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว
