มาตราสำคัญ 48, 61, 62, 63 วรรคหนึ่ง
สรุปย่อสาระสำคัญ
1. ผู้ไม่อยู่
ตามมาตรา 48 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “ถ้าบุคคลใดไปเสียจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่โดยมิได้ตั้งตัวแทนผู้รับมอบอำนาจทั่วไปไว้ และไม่มีใครรู้แน่ว่าบุคคลนั้นยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ เมื่อผู้มีส่วนได้เสียหรือพนักงานอัยการร้องขอ ศาลจะสั่งให้ทำการอย่างหนึ่งอย่างใดไปพลางก่อนตามที่จำเป็นเพื่อจัดการทรัพย์สินของบุคคลผู้ไม่อยู่นั้นก็ได้” หมายความว่า
- คำว่า บุคคลใด หมายถึง คนทุกคนที่มีสภาพบุคคล ตามมาตรา 15 ไม่ว่าจะมีอายุเท่าใด ก็อยู่ในความหมายตามวรรคนี้ทั้งสิ้น
- คำว่า ไปเสียจาก หมายถึง ออกไป หรือหายไป หรือไม่อยู่โดยไม่ทราบสาเหตุว่า ออกไป หรือหายไปหรือไม่อยู่เพราะเหตุใด
- คำว่า ภูมิลำเนา หมายถึง บ้านหรือที่พักอาศัยซึ่งบุคคลนั้นถือเป็นสถานที่สำคัญสำหรับตนเองและครอบครัวที่จะพักอาศัยอยู่ ณ สถานที่นั้นตลอดไป ตามมาตรา 37 หรือมาตรา 38
- คำว่า ถิ่นที่อยู่ หมายถึง บ้านหรือที่พักอาศัยอยู่ในปัจจุบัน ตามมาตรา 39 อาจเพื่อประโยชน์ในการทำงานหรือในการศึกษา แต่ไม่ได้ถือเป็นสถานที่สำคัญที่ตนเองและครอบครัวประสงค์จะพักอาศัยอยู่ ณ สถานที่นั้นตลอดไป
- คำว่า โดยมิได้ตั้งตัวแทนผู้รับมอบอำนาจทั่วไปไว้ และไม่มีใครรู้แน่ว่าบุคคลนั้นยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ หมายถึง ผู้ที่ไปจากบ้านหรือที่พักอาศัยนั้นไม่ได้แต่งตั้งตัวแทนหรือผู้รับมอบอำนาจทั่วไปให้เป็นผู้จัดการงาน หรือทำนิติกรรมแทนในระหว่างที่ตนไม่อยู่ไว้ ข้อนี้ถือเป็นเงื่อนไขสำคัญในการที่ศาลจะพิจารณาสั่งให้ทำการอย่างใดอย่างหนึ่งแทนผู้นั้น แต่ถ้าต่อมาทราบว่าบุคคลนั้นถึงแก่ความตายแล้วในเวลาใด ก็ไม่สามารถร้องขอให้ศาลสั่งให้ทำการอย่างใดอย่างหนึ่งแทนผู้นั้นได้อีก และถือว่าทรัพย์ของบุคคลนั้นย่อมตกเป็นมรดกแก่ทายาทนับแต่เวลาที่บุคคลนั้นถึงแก่ความตาย
- คำว่า ผู้มีส่วนได้เสีย หมายถึง บิดามารดา ปู่ย่าตายาย ภริยา ลูก หลาน เหลน หรือผู้มีสิทธิได้รับมรดก หรือเจ้าหนี้ ลูกหนี้ หรือผู้ได้รับความเสียหาย เนื่องจากผู้ไม่อยู่ไม่ได้เข้าทำนิติกรรม หรือไม่ได้ทำนิติกรรมให้แก่ตนเอง
- คำว่า พนักงานอัยการ หมายถึง ผู้ไม่อยู่ยังมีบิดามารดา ปู่ย่าตายาย ภริยา ลูก หลาน เหลน หรือผู้มีสิทธิได้รับมรดก หรือเจ้าหนี้ ลูกหนี้ หรือผู้ได้รับความเสียหายอยู่ แต่บุคคลดังกล่าวไม่ยอมร้องขอให้ศาลสั่งให้ทำการอย่างใดอย่างหนึ่งแทนผู้นั้นตามมาตรานี้ บุคคลอื่นที่ได้รับผลกระทบแต่ไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสีย เช่น ครู อาจารย์ เพื่อนบ้านของผู้ไม่อยู่อาจร้องต่อพนักงานอัยการให้ร้องขอต่อศาลแทนผู้มีส่วนได้เสียดังกล่าวก็ได้ แต่การที่พนักงานอัยการจะร้องขอให้หรือไม่ ย่อมเป็นดุลพินิจของพนักงานอัยการ
- คำว่า ทำการอย่างหนึ่งอย่างใดไปพลางก่อนตามที่จำเป็นเพื่อจัดการทรัพย์สินของบุคคลผู้ไม่อยู่ หมายถึง การทำนิติกรรมหรือการดำเนินการบางอย่างที่ผู้ไม่อยู่ต้องกระทำตามกฎหมายหรือระเบียบ มิฉะนั้นอาจเกิดข้อขัดข้องแก่ผู้ที่เกี่ยวข้อง และนิติกรรมหรือการดำเนินการนั้นจะต้องเป็นนิติกรรมหรือการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินของผู้ไม่อยู่ด้วย จะร้องขอให้ศาลสั่งในเรื่องอื่น ซึ่งเป็นเรื่องส่วนตัวของผู้ไม่อยู่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินไม่ได้ เช่น ขอให้ศาลสั่งให้ความยินยอมแทนผู้ไม่อยู่ในการอนุญาตให้ลูกจะเข้าศึกษาต่อในสถานศึกษาไม่ได้
- ผู้ไม่อยู่ตามมาตรานี้ ไม่ใช่สถานะของบุคคล ดังนั้น ผู้มีส่วนได้เสียหรือพนักงานอัยการจะร้องขอต่อศาลเพื่อให้มีคำสั่งให้ผู้ที่ไปเสียจากบ้านหรือที่พักอาศัยเป็นผู้ไม่อยู่ นั้นไม่ได้ ผู้มีส่วนได้เสียหรือพนักงานอัยการได้แต่ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ทำนิติกรรมหรือให้ดำเนินการแทนผู้ไม่อยู่เป็นครั้ง ๆ ไปตามที่มีเหตุจำเป็นหรือมีเหตุขัดข้องเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินของผู้ไม่อยู่เท่านั้น
2. ผู้จัดการทรัพย์สิน
ตามมาตรา 48 วรรคสอง บัญญัติว่า “เมื่อเวลาได้ล่วงเลยไปหนึ่งปีนับแต่วันที่ผู้ไม่อยู่นั้นไปเสียจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ และไม่มีผู้ใดได้รับข่าวเกี่ยวกับบุคคลนั้นประการใดเลยก็ดี หรือหนึ่งปีนับแต่วันมีผู้ได้พบเห็นหรือได้ทราบข่าวมาเป็นครั้งหลังสุดก็ดี เมื่อบุคคลตามวรรคหนึ่งร้องขอ ศาลจะตั้งผู้จัดการทรัพย์สินของผู้ไม่อยู่ขึ้นก็ได้” หมายความว่า
- คำว่า เมื่อเวลาได้ล่วงเลยไปหนึ่งปีนับแต่วันที่ผู้ไม่อยู่นั้นไปเสียจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ หมายถึง เมื่อเวลานับแต่วันที่ผู้ไม่อยู่ไปจากบ้านหรือที่อยู่อาศัยอันเป็นภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ของตนเองได้ผ่านไปครบ 1 ปี แล้ว
- คำว่า และไม่มีผู้ใดได้รับข่าวเกี่ยวกับบุคคลนั้นประการใดเลยก็ดี หมายถึง ไม่มีใครทราบข่าวของผู้ไม่อยู่นั้นว่า ผู้ไม่อยู่ได้ไปอยู่ที่ใด หรือมีชีวิตอยู่หรือไม่ หรือถึงแก่ความตายแล้วหรือไม่ ข้อนี้เป็นเงื่อนไขที่ต้องพิจารณาประกอบคำว่า เมื่อเวลาได้ล่วงเลยไป 1 ปี นับแต่วันที่ผู้ไม่อยู่นั้นไปเสียจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่
- คำว่า หรือหนึ่งปีนับแต่วันมีผู้ได้พบเห็นหรือได้ทราบข่าวมาเป็นครั้งหลังสุดก็ดี หมายถึง เมื่อเวลาผ่านไปครบ 1 ปี นับแต่วันที่มีผู้พบเห็นผู้ไม่อยู่ครั้งสุดท้าย ซึ่งในกรณีนี้จะเป็นวันในภายหลังจากวันที่ผู้ไม่อยู่ไปจากบ้านหรือที่อยู่อาศัยอันเป็นภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ของตนเอง แต่หากเป็นวันเดียวกันก็จะเป็นเงื่อนไขแรก หรือเมื่อเวลาผ่านไปครบ 1 ปี นับแต่วันที่มีผู้ได้ทราบข่าวของผู้ไม่อยู่เป็นครั้งสุดท้าย ซึ่งในกรณีนี้ก็จะเป็นวันในภายหลังจากวันที่ผู้ไม่อยู่ไปจากบ้านหรือที่อยู่อาศัยอันเป็นภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ของตนเองเช่นกัน
- คำว่า เมื่อบุคคลตามวรรคหนึ่งร้องขอ หมายถึง เมื่อผู้มีส่วนได้เสียตามที่ระบุไว้ในมาตรา 48 วรรคหนึ่ง ยื่นคำร้อง ซึ่งหมายความรวมถึงพนักงานอัยการด้วย
- คำว่า ศาลจะตั้งผู้จัดการทรัพย์สินของผู้ไม่อยู่ขึ้นก็ได้ หมายถึง ศาลจะมีคำสั่งตั้งผู้จัดการทรัพย์สินของผู้ไม่อยู่นั้นขึ้น เพื่อให้ทำนิติกรรมต่าง ๆ หรือดำเนินการต่าง ๆ ที่จำเป็นเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้ไม่อยู่แทนผู้ไม่อยู่ต่อไป โดยไม่จำเป็นที่ผู้มีส่วนได้เสียหรือพนักงานอัยการจะมาร้องขอต่อศาลเพื่อให้มีคำสั่งเป็นครั้ง ๆ เหมือนที่บัญญัติไว้ในมาตรา 48 วรรคหนึ่ง อีก แต่การจะตั้งผู้จัดการทรัพย์สินของผู้ไม่อยู่หรือไม่ ย่อมเป็นดุลพินิจของศาลที่จะตั้งหรือไม่ตั้งตามที่เห็นสมควรก็ได้
3. คนสาบสูญ
3.1 การเป็นคนสาบสูญ
ตามมาตรา 61 บัญญัติว่า “ ถ้าบุคคลใดได้ไปจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ และไม่มีใครรู้แน่ว่าบุคคลนั้นยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ตลอดระยะเวลาห้าปี เมื่อผู้มีส่วนได้เสียหรือพนักงานอัยการร้องขอศาลจะสั่งให้บุคคลนั้นเป็นคนสาบสูญก็ได้
ระยะเวลาตามวรรคหนึ่งให้ลดเหลือสองปี
(๑) นับแต่วันที่การรบ หรือสงครามสิ้นสุดลง ถ้าบุคคลนั้นอยู่ในการรบหรือสงคราม และหายไปในการรบหรือสงครามดังกล่าว
(๒) นับแต่วันที่ยานพาหนะที่บุคคลนั้นเดินทาง อับปาง ถูกทำลายหรือสูญหายไป
(๓) นับแต่วันที่เหตุอันตรายแก่ชีวิตนอกจากที่ระบุไว้ใน (๑) หรือ (๒) ได้ผ่านพ้นไป ถ้าบุคคลนั้นตกอยู่ในอันตรายเช่นว่านั้น” หมายความว่า
- คำว่า บุคคลใด หมายถึง คนทุกคนที่มีสภาพบุคคล ตามมาตรา 15 ไม่ว่าจะมีอายุเท่าใด ก็อยู่ในความหมายตามวรรคนี้ทั้งสิ้น
- คำว่า ได้ไปจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ หมายถึง ออกไป หรือหายไป หรือไม่อยู่บ้านหรือที่อยู่อาศัยอันเป็นภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ของตนเอง โดยไม่ทราบสาเหตุว่า ออกไปหรือหายไปหรือไม่อยู่เพราะเหตุใด ตามความหมายเช่นเดียวกับมาตรา 48 วรรคหนึ่ง
- คำว่า และไม่มีใครรู้แน่ว่าบุคคลนั้นยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ หมายถึง ไม่มีใครรู้หรือได้ข่าวผู้ไม่อยู่นั้นเลยว่ายังมีชีวิตอยู่หรือไม่ มีความหมายในเชิงลบหมายถึงผู้นั้นน่าจะถึงแก่ความตายแล้ว แตกต่างจาก ไม่มีใครรู้หรือได้ข่าวว่าผู้ไม่อยู่นั้นถึงแก่ความตายแล้วหรือไม่ ซึ่งเป็นความหมายในเชิงบวกหมายถึงผู้นั้นน่าจะยังมีชีวิตอยู่ แต่ก็หมายความถึงลักษณะเช่นเดียวกัน ในการพิจารณาอาจพิจารณารวมกันทั้งสองความหมายก็ได้ ข้อนี้เป็นเงื่อนไขที่ต้องพิจารณาประกอบคำว่า บุคคลใดได้ไปจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่
- คำว่า ตลอดระยะเวลาห้าปี หมายถึง ระยะเวลานับตั้งแต่วันที่ผู้ไม่อยู่ไปจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ หรือนับตั้งแต่วันที่มีผู้พบเห็นหรือรู้ข่าวผู้ไม่อยู่เป็นครั้งสุดท้าย ต่อเนื่องกันเป็นเวลา 5 ปี
- คำว่า ผู้มีส่วนได้เสีย หมายถึง บิดามารดา ปู่ย่าตายาย ภริยา ลูก หลาน เหลน หรือผู้มีสิทธิได้รับมรดก หรือเจ้าหนี้ ลูกหนี้ หรือผู้ได้รับความเสียหาย ตามความหมายเช่นเดียวกับมาตรา 48 วรรคหนึ่ง
- คำว่า พนักงานอัยการ หมายถึง ผู้ไม่อยู่ยังมีบิดามารดา ปู่ย่าตายาย ภริยา ลูก หลาน เหลน หรือผู้มีสิทธิได้รับมรดก หรือเจ้าหนี้ ลูกหนี้ หรือผู้ได้รับความเสียหายอยู่ แต่บุคคลดังกล่าวไม่ยอมร้องขอให้ศาลสั่งให้ผู้ไม่อยู่นั้นเป็นคนสาบสูญตามมาตรานี้ บุคคลอื่นที่ได้รับผลกระทบแต่ไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสีย เช่น ครู อาจารย์ เพื่อนบ้านของผู้ไม่อยู่อาจร้องต่อพนักงานอัยการให้ร้องขอต่อศาลแทนผู้มีส่วนได้เสียดังกล่าวก็ได้ ตามความหมายเช่นเดียวกับมาตรา 48 วรรคหนึ่ง
- คำว่า ศาลจะสั่งให้บุคคลนั้นเป็นคนสาบสูญก็ได้ หมายถึง ศาลจะมีคำสั่งให้ผู้ไม่อยู่นั้นเป็นคนสาบสูญ แต่การที่ศาลจะสั่งให้ผู้ไม่อยู่เป็นคนสาบสูญหรือไม่ ย่อมเป็นดุลพินิจของศาลที่จะสั่งให้เป็นคนสาบสูญหรือสั่งให้ยกคำร้องตามที่เห็นสมควรก็ได้ เพราะเมื่อบุคคลใดถูกศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญแล้ว ย่อมถือว่าบุคคลนั้นถึงแก่ความตายโดยผลของกฎหมาย แม้จะไม่ใช่ถึงแก่ความตายตามธรรมชาติก็ตาม แต่ก็ทำให้บุคคลนั้นไม่สามารถมีสิทธิ หน้าที่ หรือทำนิติกรรมใด ๆ หรือถือครองทรัพย์สินใดได้อีกต่อไป และทรัพย์สินของบุคคลนั้นย่อมตกเป็นมรดกของทายาท จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ศาลจะต้องพิจารณาโดยละเอียดรอบคอบ
- คำว่า ระยะเวลาตามวรรคหนึ่งให้ลดเหลือสองปี หมายถึง ระยะเวลาในวรรคสองซึ่งนับตั้งแต่วันที่ผู้ไม่อยู่ไปจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ หรือนับตั้งแต่วันที่มีผู้พบเห็นหรือรู้ข่าวผู้ไม่อยู่เป็นครั้งสุดท้าย ต่อเนื่องกันให้ลดลงเหลือเพียง 2 ปี จากระยะเวลา 5 ปี ตามวรรคหนึ่ง
- คำว่า นับแต่วันที่การรบ หรือสงครามสิ้นสุดลง ถ้าบุคคลนั้นอยู่ในการรบหรือสงคราม และหายไปในการรบหรือสงครามดังกล่าว หมายถึง ผู้ไม่อยู่นั้นอยู่ในสนามรบหรือในสมรภูมิสงครามไม่ว่าจะอยู่ในฐานะทหารที่เข้าร่วมรบหรือเข้าร่วมต่อสู้ในสงคราม หรือในฐานะประชาชนที่ตกอยู่ในสนามรบหรือในสมรภูมิสงครามก็ได้ และผู้นั้นได้หายไปโดยไม่มีใครพบเห็น หรือไม่มีใครได้ทราบข่าวว่าผู้นั้นยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ นับตั้งแต่วันที่การรบหรือสงครามนั้นได้สิ้นสุดลงเป็นระยะเวลา 2 ปี
- คำว่า นับแต่วันที่ยานพาหนะที่บุคคลนั้นเดินทาง อับปาง ถูกทำลายหรือสูญหายไป หมายถึง ผู้ไม่อยู่นั้นโดยสารอยู่ในเรือที่อัปปางหรือจมลง หรืออยู่ในเรือหรือยานพาหนะอย่างอื่นที่ถูกทำลาย หรือเรือหรือยานพาหนะนั้นได้สูญหายไปโดยไม่มีใครสามารถติดต่อได้ หรือไม่มีใครพบเห็นหรือทราบข่าวเกี่ยวกับเรือหรือยานพาหนะนั้นอีก นับตั้งแต่วันที่เรือหรือยานพาหนะนั้นอัปปางหรือจมลง หรือถูกทำลาย หรือสูญหายไม่สามารถติดต่อได้เป็นระยะเวลา 2 ปี
- คำว่า นับแต่วันที่เหตุอันตรายแก่ชีวิตนอกจากที่ระบุไว้ใน (๑) หรือ (๒) ได้ผ่านพ้นไป ถ้าบุคคลนั้นตกอยู่ในอันตรายเช่นว่านั้น หมายถึง เหตุภัยพิบัติอย่างอื่น เช่น แผ่นดินไหว หรือภูเขาไฟระเบิด หรือเกิดสึนามิ หรือเกิดน้ำท่วมใหญ่ หรือเกิดไฟไหม้ หรือตึกถล่ม และผู้ไม่อยู่ได้อยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุภัยพิบัตินั้นได้หายตัวไปโดยไม่มีใครพบเห็น หรือทราบข่าวเกี่ยวกับผู้ไม่อยู่นั้นอีก นับตั้งแต่วันที่เหตุภัยพิบัตินั้นสิ้นสุดลงเป็นระยะเวลา 2 ปี
3.2 ผลของคำสั่งให้เป็นคนสาบสูญ
ตามมาตรา 62 บัญญัติว่า “บุคคลซึ่งศาลได้มีคำสั่งให้เป็นคนสาบสูญ ให้ถือว่าถึงแก่ความตายเมื่อครบกำหนดระยะเวลาดังที่ระบุไว้ในมาตรา ๖๑” หมายความว่า
- คำว่า บุคคลซึ่งศาลได้มีคำสั่งให้เป็นคนสาบสูญ หมายถึง ผู้ไม่อยู่ที่ศาลได้มีคำสั่งให้เป็นคนสาบสูญ ตามมาตรา 61
- คำว่า ให้ถือว่าถึงแก่ความตาย หมายถึง ให้ถือว่าคนสาบสูญนั้นถึงแก่ความตายแล้วโดยผลของกฎหมาย ไม่ใช่ถึงแก่ความตายตามธรรมชาติ ข้อแตกต่างกัน คือ หากบุคคลถึงแก่ความตายตามธรรมชาติ บุคคลนั้นย่อมไม่สามารถกลับมามีสภาพบุคคลตามมาตรา 15 วรรคหนึ่ง ได้อีก และทรัพย์สินของบุคคลนั้นย่อมตกเป็นมรดกนับตั้งแต่เวลานั้น แต่การเป็นคนสาบสูญ หากคนสาบสูญนั้นกลับมาและศาลได้มีคำสั่งถอนคำสั่งให้เป็นคนสาบสูญแล้ว บุคคลนั้นย่อมกลับมามีสภาพบุคคลตามมาตรา 15 วรรคหนึ่ง ได้อีกครั้งหนึ่ง และมรดกที่ยังไม่ได้แบ่งย่อมต้องคืนให้แก่บุคคลนั้น
- คำว่า เมื่อครบกำหนดระยะเวลาดังที่ระบุไว้ในมาตรา ๖๑ หมายถึง ให้ถือว่าคนสาบสูญนั้นถึงแก่ความตายในวันที่ครบกำหนดเวลา 5 ปี ตามมาตรา 61 วรรคหนึ่ง หรือเมื่อครบกำหนดเวลา 2 ปี ตามมาตรา 61 วรรคสอง ไม่ใช่ถือว่าถึงแก่ความตายในวันที่ศาลมีคำสั่งให้เป็นคนสาบสูญ อันจะมีผลถึงการพิจารณาว่าผู้ใดจะเป็นทายาทของคนสาบสูญนั้นได้
3.3 การถอนคำสั่งให้เป็นคนสาบสูญ
ตามมาตรา 63 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “เมื่อบุคคลผู้ถูกศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญนั้นเองหรือผู้มีส่วนได้เสียหรือพนักงานอัยการร้องขอต่อศาล และพิสูจน์ได้ว่าบุคคลผู้ถูกศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญนั้นยังคงมีชีวิตอยู่ก็ดี หรือว่าตายในเวลาอื่นผิดไปจากเวลาดังระบุไว้ในมาตรา ๖๒ ก็ดี ให้ศาลสั่งถอนคำสั่งให้เป็นคนสาบสูญนั้น แต่การถอนคำสั่งนี้ย่อมไม่กระทบกระเทือนถึงความสมบูรณ์แห่งการทั้งหลายอันได้ทำไปโดยสุจริตในระหว่างเวลาตั้งแต่ศาลมีคำสั่งให้เป็นคนสาบสูญจนถึงเวลาถอนคำสั่งนั้น” หมายความว่า
- คำว่า บุคคลผู้ถูกศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญนั้นเอง หมายถึง ผู้ไม่อยู่ที่ศาลมีคำสั่งให้เป็นคนสาบสูญแล้ว ตามมาตรา 61
- คำว่า ผู้มีส่วนได้เสีย หมายถึง บิดามารดา ปู่ย่าตายาย ภริยา ลูก หลาน เหลน หรือผู้มีสิทธิได้รับมรดก หรือเจ้าหนี้ ลูกหนี้ หรือผู้ได้รับความเสียหาย ตามความหมายเช่นเดียวกับมาตรา 48 วรรคหนึ่ง
- คำว่า พนักงานอัยการ หมายถึง คนสาบสูญยังมีบิดามารดา ปู่ย่าตายาย ภริยา ลูก หลาน เหลน หรือผู้มีสิทธิได้รับมรดก หรือเจ้าหนี้ ลูกหนี้ หรือผู้ได้รับความเสียหายอยู่ แต่บุคคลดังกล่าวไม่ยอมร้องขอให้ศาลสั่งถอนคำสั่งให้เป็นคนสาบสูญตามมาตรานี้ บุคคลอื่นที่ได้รับผลกระทบแต่ไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสีย เช่น ครู อาจารย์ เพื่อนบ้านของคนสาบสูญอาจร้องต่อพนักงานอัยการให้ร้องขอต่อศาลแทนผู้มีส่วนได้เสียดังกล่าวก็ได้ ตามความหมายเช่นเดียวกับมาตรา 48 วรรคหนึ่ง
- คำว่า และพิสูจน์ได้ว่าบุคคลผู้ถูกศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญนั้นยังคงมีชีวิตอยู่ก็ดี หรือว่าตายในเวลาอื่นผิดไปจากเวลาดังระบุไว้ในมาตรา ๖๒ ก็ดี หมายถึง มีพยานหลักฐานยืนยันได้ว่าคนสาบสูญนั้นยังมีชีวิตอยู่ในขณะที่มีการยื่นคำร้องเพื่อขอให้ศาลสั่งถอนคำสั่งให้เป็นคนสาบสูญ หรือถ้าคนสาบสูญนั้นเป็นคนมายื่นคำร้องเพื่อขอให้ศาลสั่งถอนคำสั่งให้เป็นคนสาบสูญเอง คนสาบสูญนั้นก็เป็นหลักฐานที่พิสูจน์ได้ว่าตนเองยังมีชีวิตอยู่ หรือมีพยานหลักฐานที่ยืนยันได้ว่าคนสาบสูญนั้นถึงแก่ความตายแล้วในเวลาก่อนหรือหลังจากวันที่ครบกำหนด 5 ปี หรือครบกำหนด 2 ปี ตามมาตรา 62
- คำว่า ให้ศาลสั่งถอนคำสั่งให้เป็นคนสาบสูญนั้น หมายถึง ให้ศาลมีคำสั่งถอนคำสั่งให้เป็นคนสาบสูญ เพื่อให้คนสาบสูญที่ยังมีชีวิตอยู่ได้กลับมามีสภาพบุคคลตามมาตรา 15 วรรคหนึ่ง ต่อไป หรือเพื่อให้คนสาบสูญที่ถึงแก่ความตายแล้วในเวลาอื่นนอกจากเวลาตามที่ระบุไว้ในมาตรา 62 สิ้นสภาพบุคคลเนื่องจากถึงแก่ความตายตามธรรมชาติ อันมีผลถึงผู้ที่เป็นทายาทของคนสาบสูญนั้นจะต้องกลับมาพิจารณาความเป็นทายาทกันใหม่ โดยให้ถือความเป็นทายาท ณ เวลาที่คนสาบสูญนั้นถึงแก่ความตายจริง ไม่ใช่ถือความเป็นทายาท ณ เวลาที่ระบุไว้ในมาตรา 62 อีก
- คำว่า แต่การถอนคำสั่งนี้ย่อมไม่กระทบกระเทือนถึงความสมบูรณ์แห่งการทั้งหลาย หมายถึง คำสั่งถอนคำสั่งให้เป็นคนสาบสูญย่อมไม่กระทบถึงความสมบูรณ์ของนิติกรรม หรือการดำเนินการต่าง ๆ เช่น การแบ่งมรดก ที่ได้กระทำไปแล้ว แต่ต้องพิจารณาประกอบเงื่อนไขต่อไปก่อน
- คำว่า อันได้ทำไปโดยสุจริต หมายถึง ไม่รู้ว่าคนสาบสูญนั้นยังมีชีวิตอยู่ หรือถึงแก่ความตายแล้วในเวลาอื่นนอกจากเวลาตามที่ระบุไว้ในมาตรา 62 เป็นเงื่อนไขที่ต้องพิจารณาประกอบว่านิติกรรม หรือการดำเนินการต่าง ๆ ที่ได้กระทำไปในระหว่างที่ศาลมีคำสั่งให้เป็นคนสาบสูญจนถึงเวลาที่ศาลมีคำสั่งถอนคำสั่งให้เป็นคนสาบสูญนั้น จะยังมีความสมบูรณ์ไม่ถูกกระทบกระเทือนโดยคำสั่งถอนคำสั่งให้เป็นคนสาบสูญหรือไม่
- คำว่า ในระหว่างเวลาตั้งแต่ศาลมีคำสั่งให้เป็นคนสาบสูญจนถึงเวลาถอนคำสั่ง หมายถึง การไม่รู้ว่าคนสาบสูญนั้นยังมีชีวิตอยู่ หรือถึงแก่ความตายแล้วในเวลาอื่นนอกจากเวลาตามที่ระบุไว้ในมาตรา 62 จะต้องมีอยู่นับตั้งแต่เวลาที่ศาลมีคำสั่งให้เป็นคนสาบสูญ จนถึงเวลาที่ศาลได้มีคำสั่งถอนคำสั่งให้เป็นคนสาบสูญ เป็นเงื่อนไขที่ต้องพิจารณาประกอบว่านิติกรรม หรือการดำเนินการต่าง ๆ ที่ได้กระทำไปในระหว่างที่ศาลมีคำสั่งให้เป็นคนสาบสูญจนถึงเวลาที่ศาลมีคำสั่งถอนคำสั่งให้เป็นคนสาบสูญนั้น จะยังมีความสมบูรณ์ไม่ถูกกระทบกระเทือนโดยคำสั่งถอนคำสั่งให้เป็นคนสาบสูญหรือไม่
