ผู้เยาว์

มาตราสำคัญ     20,  21 ,  22 ,  23 ,  24 ,  25

สรุปย่อสาระสำคัญ

1. การเป็นผู้เยาว์

  • ตามมาตรา 20 บัญญัติว่า “ผู้เยาว์ย่อมบรรลุนิติภาวะเมื่อทำการสมรส หากการสมรสนั้นได้ทำตามบทบัญญัติมาตรา ๑๔๔๘”  หมายความว่า
    • คำว่า ผู้เยาว์ หมายถึง ผู้ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะเนื่องจากอายุยังไม่ครบ 20 ปี บริบูรณ์ ตามมาตรา 19
    • คำว่า ย่อมบรรลุนิติภาวะเมื่อทำการสมรส หมายถึง ผู้ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะเนื่องจากมีอายุยังไม่ครบ 20 ปี บริบูรณ์ ตามมาตรา 19 เมื่อได้ทำการสมรสโดยถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ย่อมทำให้ผู้นั้นบรรลุนิติภาวะด้วยการสมรสดังกล่าว แม้ว่าผู้นั้นจะมีอายุยังไม่ครบ 20 ปี บริบูรณ์ ตามมาตรา 19 ก็ตาม
      • เป็นการบรรลุนิติภาวะ อีกกรณีหนึ่ง นอกจากที่บัญญัติไว้ในมาตรา 19
    • คำว่า หากการสมรสนั้นได้ทำตามบทบัญญัติมาตรา ๑๔๔๘ หมายถึง การสมรสของผู้ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะเนื่องจากมีอายุยังไม่ครบ 20 ปี บริบูรณ์ ตามมาตรา 19 นั้น ได้ทำตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1448 คือ ชายและหญิงที่เข้าทำการสมรสนั้นจะต้องมีอายุครบ 17 ปี บริบูรณ์ แล้วทั้งสองฝ่าย แต่ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอายุยังไม่ครบ 17 ปี บริบูรณ์ การสมรสนั้นจะต้องยื่นคำร้องต่อศาลเยาวชนและครอบครัวเพื่อขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ฝ่ายที่ยังมีอายุไม่ครบ 17 ปี บริบูรณ์ นั้น ทำการสมรสเสียก่อน
      • แต่ศาลเยาวชนและครอบครัวจะอนุญาตให้ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 13 ปี บริบูรณ์ ทำการสมรสตามมาตรานี้ไม่ได้ เนื่องจากการร่วมประเวณีกับผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 13 ปี บริบูรณ์ เป็นความผิดตามป.อ. มาตรา 277 วรรคสอง ไม่ว่าผู้ที่ร่วมประเวณีกับผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 13 ปี บริบูรณ์ นั้นจะเป็นสามีหรือภริยาของผู้นั้นหรือไม่ก็ตาม และผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 13 ปี บริบูรณ์ จะยินยอมหรือไม่ ก็เป็นความผิดทั้งสิ้น
    • เมื่อผู้ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะเนื่องจากอายุยังไม่ครบ 20 ปี บริบูรณ์ ตามมาตรา 19 ทำการสมรสตามมาตรา 1448 และบรรลุนิติภาวะตามความในมาตรานี้แล้ว แม้ต่อมาการสมรสนั้นจะสิ้นสุดลง ไม่ว่าด้วยการหย่า หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถึงแก่ความตาย หรือศาลมีคำพิพากษาให้เพิกถอนการสมรส ก่อนที่ผู้นั้นจะมีอายุครบ 20 ปี บริบูรณ์ ผู้นั้นก็ย่อมบรรลุนิติภาวะต่อไป ไม่กลับมาเป็นผู้เยาว์อีก  เนื่องจากได้บรรลุนิติภาวะตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 20  แล้ว

2. ความสามารถในการทำนิติกรรมของผู้เยาว์

2.1   ตามมาตรา 21 บัญญัติว่า “ผู้เยาว์จะทำนิติกรรมใด ๆ ต้องได้รับความยินยอมของผู้แทนโดยชอบธรรมก่อน การใด ๆ ที่ผู้เยาว์ได้ทำลงโดยปราศจากความยินยอมเช่นว่านั้นเป็นโมฆียะ เว้นแต่จะบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น” หมายความว่า

    • คำว่า ผู้เยาว์ หมายถึง ผู้ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะเนื่องจากอายุยังไม่ครบ 20 ปี บริบูรณ์ ตามมาตรา 19 เช่นเดียวกับที่บัญญัติไว้ในมาตรา 20
    • คำว่า จะทำนิติกรรมใด ๆ หมายถึง จะทำนิติกรรมตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 149  โดยจะทำเป็นนิติกรรมฝ่ายเดียว คือ คำมั่น หรือทำเป็นนิติกรรม 2 ฝ่าย คือ สัญญาต่าง ๆ ตามที่ระบุไว้ในบรรพ 3 และรวมถึงสัญญาที่ไม่มีชื่ออื่น ๆ ด้วย เช่น สัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่า
    • คำว่า ต้องได้รับความยินยอม หมายถึง ต้องได้รับความเห็นชอบ หรือได้รับคำอนุญาตก่อนที่ผู้เยาว์จะทำนิติกรรมนั้น ๆ  ตามมาตรานี้ไม่ได้ระบุว่า ความยินยอมดังกล่าวจะต้องทำอย่างไร ดังนั้น ความยินยอม คือ ความเห็นชอบ หรือคำอนุญาตดังกล่าวจึงอาจทำด้วยวาจา หรือลายลักษณ์อักษร หรือด้วยกิริยาก็ได้
    • คำว่า ของผู้แทนโดยชอบธรรมก่อน หมายถึง ต้องได้รับความเห็นชอบหรือคำอนุญาตจากผู้ใช้อำนาจปกครอง คือ บิดาและมารดา หรือบิดาโดยชอบด้วยกฎหมาย หรือมารดาผู้ให้กำเนิด หรือผู้ปกครองที่ใช้อำนาจปกครองผู้เยาว์ในกรณีที่บิดามารดาผู้ให้กำเนิดถึงแก่ความตายแล้ว หรือถูกศาลสั่งเพิกถอนอำนาจปกครองด้วย
      • มาตรานี้ใช้คำว่า ผู้แทนโดยชอบธรรม ไม่ได้ใช้คำว่า ผู้ใช้อำนาจปกครอง ซึ่งหมายถึงเฉพาะบิดาและมารดาผู้ให้กำเนิดและเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองของผู้เยาว์มาตั้งแต่ผู้เยาว์คลอด ดังนั้น ผู้แทนโดยชอบธรรมตามมาตรานี้ จึงหมายความรวมถึง ผู้ปกครองที่ศาลมีคำสั่งแต่งตั้งให้ใช้อำนาจปกครองผู้เยาว์แทนบิดามารดาผู้ให้กำเนิด ในกรณีที่บิดามารดาผู้ให้กำเนิดของผู้เยาว์ถึงแก่ความตายแล้ว หรือถูกศาลสั่งเพิกถอนอำนาจปกครองด้วย
    • คำว่า การใด ๆ ที่ผู้เยาว์ได้ทำลง หมายถึง นิติกรรมใด ๆ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 149 ไม่ว่าจะเป็นนิติกรรมฝ่ายเดียว หรือนิติกรรม 2 ฝ่าย ที่ผู้เยาว์ได้ทำไป
      • แม้มาตรานี้จะใช้คำว่า การใด ๆ ซึ่งตามตัวอักษรหมายถึง การกระทำต่าง ๆ ที่ไม่เป็นนิติกรรมด้วย แต่ในข้อความถัดไปบัญญัติให้การใด ๆ นั้น เป็นโมฆียะ ซึ่งมีแต่นิติกรรมเท่านั้นที่เป็นโมฆียะได้ การใด ๆ ในข้อความนี้ จึงหมายถึงเฉพาะนิติกรรมเท่านั้น
    • คำว่า โดยปราศจากความยินยอมเช่นว่านั้น หมายถึง การทำนิติกรรมที่ผู้เยาว์ไม่ได้ขอความเห็นชอบหรือขอแล้วแต่ไม่ได้รับความเห็นชอบ หรือไม่ได้รับคำอนุญาตจากผู้แทนโดยชอบธรรม หรือผู้ปกครองของผู้เยาว์
    • คำว่า เป็นโมฆียะ หมายถึง นิติกรรมที่ผู้เยาว์ทำไปโดยไม่ได้ขอความเห็นชอบ หรือขอแล้วแต่ไม่ได้รับความเห็นชอบ หรือไม่ได้รับคำอนุญาตจากผู้แทนโดยชอบธรรม หรือผู้ปกครองดังกล่าว นิติกรรมนั้นย่อมเป็นโมฆียะ คือ นิติกรรมนั้นย่อมมีผลไม่สมบูรณ์ หรือมีผลใช้บังคับในระหว่างผู้เข้าทำนิติกรรมดังกล่าวอยู่เพียงในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ต้องรอให้ผู้ใช้อำนาจปกครอง หรือผู้ปกครองของผู้เยาว์บอกล้างนิติกรรมดังกล่าวให้สิ้นผลไป หรือต้องรอให้ผู้ใช้อำนาจปกครอง หรือผู้ปกครองของผู้เยาว์ให้สัตยาบันเพื่อให้นิติกรรมดังกล่าวมีผลสมบูรณ์ต่อไป เสียก่อน
      • เมื่อผู้ใช้อำนาจปกครอง หรือผู้ปกครองของผู้เยาว์บอกล้างนิติกรรมดังกล่าวแล้ว นิติกรรมดังกล่าวย่อมถือว่าเป็นโมฆะมาตั้งแต่ต้น ตามความหมายในมาตรา 176
    • คำว่า เว้นแต่จะบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น หมายถึง มีบทบัญญัติในมาตราอื่น ให้ผู้เยาว์สามารถทำนิติกรรมเองได้ เช่น มาตรา 21 , 22 , 23 , 24 , 25 หรือมีบทบัญญัติให้นิติกรรมที่ผู้เยาว์ทำนั้นเป็นโมฆะ เช่น การทำพินัยกรรมของผู้เยาว์ที่มีอายุยังไม่ครบ 15 ปี บริบรูณ์ ตามมาตรา 1703
      • ซึ่งในกรณีนี้ ผู้เยาว์ที่มีอายุยังไม่ครบ 15 ปี บริบรูณ์ ย่อมไม่สามารถขอความเห็นชอบ หรือขอคำอนุญาตจากผู้แทนโดยชอบธรรม หรือผู้ปกครองของผู้เยาว์เพื่อทำพินัยกรรมได้ การทำพินัยกรรมของผู้เยาว์ที่มีอายุยังไม่ครบ 15 ปี บริบรูณ์ ไม่อยู่ในบังคับของมาตรานี้

2.2   ตามมาตรา 22 บัญญัติว่า “ผู้เยาว์อาจทำการใด ๆ ได้ทั้งสิ้น หากเป็นเพียงเพื่อจะได้ไปซึ่งสิทธิอันใดอันหนึ่ง หรือเป็นการเพื่อให้หลุดพ้นจากหน้าที่อันใดอันหนึ่ง” หมายความว่า

    • คำว่า ผู้เยาว์ หมายถึง ผู้ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะเนื่องจากอายุยังไม่ครบ 20 ปี บริบูรณ์ ตามมาตรา 19 เช่นเดียวกับความหมายในมาตรา 20
    • คำว่า อาจทำการใด ๆ ได้ทั้งสิ้น หมายถึง การกระทำต่าง ๆ ไม่ได้จำกัดเฉพาะว่าเป็นการทำนิติกรรมเท่านั้น เช่น การเข้ารับประกาศนียบัตรนักเรียนดีเด่น หรือการรับของรางวัล หรือขนม หรือเงินบริจาค หรือทุนการศึกษาที่มีผู้มอบให้  แต่โดยปกติมักหมายถึงนิติกรรม
    • คำว่า หากเป็นเพียงเพื่อจะได้ไปซึ่งสิทธิอันใดอันหนึ่ง หมายถึง การใด ๆ นั้นเป็นการให้สิทธิอย่างใดอย่างหนึ่งแก่ผู้เยาว์เท่านั้น เช่น ให้สิทธิผู้เยาว์เข้าศึกษาต่อที่โรงเรียน หรือให้ขนม หรือให้ทุนการศึกษาแก่ผู้เยาว์ ดังนี้ ผู้เยาว์ย่อมสามารถเข้ารับได้โดยไม่ต้องขอความเห็นชอบ หรือขอคำอนุญาตจากผู้แทนโดยชอบธรรม หรือผู้ปกครองของผู้เยาว์ตามความในมาตรา 21 ก่อน
    • คำว่า หรือเป็นการเพื่อให้หลุดพ้นจากหน้าที่อันใดอันหนึ่ง หมายถึง การใด ๆ นั้นจะทำให้ผู้เยาว์หลุดพ้นจากหน้าที่ที่มีอยู่อย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ว่าหน้าที่นั้นจะถูกกำหนดโดยกฎหมาย หรือโดยนิติกรรม เช่น ผู้เยาว์ไปลงคะแนนออกเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ไม่จำต้องขอความเห็นชอบ หรือขอคำอนุญาตจากผู้แทนโดยชอบธรรม หรือผู้ปกครองของผู้เยาว์ตามความในมาตรา 21 หรือมีผู้ปลดหนี้ให้ผู้เยาว์ ผู้เยาว์สามารถรับการปลดหนี้นั้นได้ โดยไม่จำต้องขอความเห็นชอบ หรือขอคำอนุญาตจากผู้แทนโดยชอบธรรม หรือผู้ปกครองของผู้เยาว์ตามความในมาตรา 21 เช่นกัน

2.3   ตามมาตรา 23 บัญญัติว่า “ผู้เยาว์อาจทำการใด ๆ ได้ทั้งสิ้น ซึ่งเป็นการต้องทำเองเฉพาะตัว” หมายความว่า

    • คำว่า ผู้เยาว์ หมายถึง ผู้ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะเนื่องจากอายุยังไม่ครบ 20 ปี บริบูรณ์ ตามมาตรา 19 เช่นเดียวกับความหมายในมาตรา 20
    • คำว่า อาจทำการใด ๆ ได้ทั้งสิ้น หมายถึง การกระทำต่าง ๆ ไม่ได้จำกัดเฉพาะว่าเป็นการทำนิติกรรมเท่านั้น เช่นเดียวกับความหมายในมาตรา 22
    • คำว่า ซึ่งเป็นการต้องทำเองเฉพาะตัว หมายถึง การใด ๆ ทั้งที่ไม่ใช่การทำนิติกรรม หรือเป็นการทำนิติกรรมนั้น ผู้เยาว์จะต้องทำเองเฉพาะตัวเท่านั้น เช่น เรียนหนังสือ หรือสอบไล่ หรือเข้าแข่งขันกีฬา หรือสอบชิงทุนการศึกษา หรือไปลงคะแนนออกเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร   
      • แต่การทำนิติกรรมในทางครอบครัวที่แม้ผู้เยาว์จะต้องทำเองเฉพาะตัว เช่น การหมั้น หรือการสมรส หรือการทำพินัยกรรม หากผู้เยาว์จะทำนิติกรรมดังกล่าว ยังต้องเป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในมาตราอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย แม้จะเป็นการทำนิติกรรมที่ผู้เยาว์ต้องทำเองเฉพาะตัว ก็ไม่อยู่ในความหมายตามที่บัญญัติไว้ในมาตรานี้

2.4   ตามมาตรา 24 บัญญัติว่า “ผู้เยาว์อาจทำการใด ๆ ได้ทั้งสิ้น ซึ่งเป็นการสมแก่ฐานานุรูปแห่งตน และเป็นการอันจำเป็นในการดำรงชีพตามควร” หมายความว่า

    • คำว่า ผู้เยาว์ หมายถึง ผู้ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะเนื่องจากอายุยังไม่ครบ 20 ปี บริบูรณ์ ตามมาตรา 19 เช่นเดียวกับความหมายในมาตรา 20
    • คำว่า อาจทำการใด ๆ ได้ทั้งสิ้น หมายถึง การกระทำต่าง ๆ ไม่ได้จำกัดเฉพาะว่าเป็นการทำนิติกรรมเท่านั้น เช่นเดียวกับความหมายในมาตรา 22
    • คำว่า ซึ่งเป็นการสมแก่ฐานานุรูปแห่งตน หมายถึง การใด ๆ นั้น เหมาะสมกับการเป็นเด็ก หรือผู้เยาว์ เช่น ซื้อขนม หรือซื้ออุปกรณ์ในการเรียนการสอน หรือซื้ออุปกรณ์ประกอบเครื่องแต่งกาย เช่น หมวกลูกเสือ หรือผ้าพันคอลูกเสือ หรือจ่ายค่ารถโดยสาร หรือค่ารถไฟฟ้าเพื่อเดินทางไปโรงเรียน
      • ฐานานุรูปแห่งตน คือ ฐานะการเป็นเด็กหรือผู้เยาว์ ซึ่งเป็นฐานะในทางสังคม ไม่ได้เกี่ยวข้องกับฐานะในทางเศรษฐกิจ หรือความร่ำรวย หรือความยากจนของเด็ก หรือผู้เยาว์นั้น
    • คำว่า และเป็นการอันจำเป็นในการดำรงชีพตามควร หมายถึง การใด ๆ หรือการทำนิติกรรมนั้นเป็นไปเพื่อการดำรงชีพตามปกติของเด็กหรือผู้เยาว์ เช่น ซื้ออาหารกลางวันที่โรงเรียน หรือซื้อขนม หรือซื้อเครื่องดื่มเพื่อรับประทาน หรือจ่ายค่ารถโดยสาร หรือค่ารถไฟฟ้าเพื่อเดินทางไปโรงเรียน ซึ่งจำเป็นสำหรับการมีชีวิตอยู่ของเด็ก หรือผู้เยาว์ 

2.5   ตามมาตรา 25 บัญญัติว่า “ผู้เยาว์อาจทำพินัยกรรมได้เมื่ออายุสิบห้าปีบริบรูณ์” หมายความว่า

    • คำว่า ผู้เยาว์ หมายถึง ผู้ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะเนื่องจากอายุยังไม่ครบ 20 ปี บริบูรณ์ ตามมาตรา 19 เช่นเดียวกับความหมายในมาตรา 20
    • คำว่า อาจทำพินัยกรรมได้ หมายถึง สามารถทำพินัยกรรมได้เอง โดยไม่ต้องขอความเห็นชอบ หรือขอคำอนุญาตจากผู้แทนโดยชอบธรรม หรือผู้ปกครองของผู้เยาว์ตามความในมาตรา 21 เสียก่อน
      • แม้จะใช้คำว่า อาจ แต่ไม่ได้มีความหมายไปถึงว่า พินัยกรรมที่ผู้เยาว์ซึ่งมีอายุครบ 15 ปี บริบรูณ์ ทำขึ้นนั้น จะมีผลไม่แน่นอน แต่มีความหมายว่า ผู้เยาว์ซึ่งมีอายุครบ 15 ปี บริบรูณ์ จะทำพินัยกรรมหรือไม่ทำพินัยกรรมก็ได้
    • คำว่า เมื่ออายุสิบห้าปีบริบรูณ์ หมายถึง เมื่อผู้เยาว์มีอายุครบ 15 ปี บริบรูณ์ คือ นับถึงวันเกิดครบปีที่ 15 ของผู้เยาว์นั้นแล้ว ผู้เยาว์ย่อมสามารถทำพินัยกรรมได้เอง โดยไม่ต้องขอความเห็นชอบ หรือขอคำอนุญาตจากผู้แทนโดยชอบธรรม หรือผู้ปกครองของผู้เยาว์ตามความในมาตรา 21 อีก พินัยกรรมดังกล่าวย่อมมีผลเป็นพินัยกรรมตามกฎหมาย เช่นเดียวกับการทำพินัยกรรมของบุคคลที่บรรลุนิติภาวะแล้ว ทั้งนี้เพราะพินัยกรรมถือเป็นนิติกรรมในทางครอบครัวที่ผู้เยาว์จะต้องทำเองเป็นการเฉพาะตัว บุคคลอื่นไม่ว่าจะเป็นบิดามารดา ผู้ใช้อำนาจปกครอง หรือผู้ปกครองไม่สามารถให้ความเห็นชอบ หรืออนุญาต หรือทำการแทน หรือตัดสินใจแทนผู้เยาว์ได้ มิฉะนั้นจะกลายเป็นว่าพินัยกรรมนั้น บิดามารดา ผู้ใช้อำนาจปกครอง หรือผู้ปกครองของผู้เยาว์เป็นผู้ทำขึ้นเอง ไม่ใช่ผู้เยาว์เป็นผู้ทำขึ้น
      • การทำพินัยกรรมของผู้เยาว์ที่มีอายุยังไม่ครบ 15 ปี บริบรูณ์ ต้องอยู่ในบังคับของมาตรา 1703  คือ พินัยกรรมซึ่งผู้เยาว์ที่มีอายุยังไม่ครบ 15 ปี บริบรูณ์ ทำขึ้นดังกล่าวย่อมเป็นโมฆะ ไม่ใช่เพียงเป็นโมฆียะตามความหมายในมาตรา 21 เท่านั้น และผู้เยาว์ที่มีอายุยังไม่ครบ 15 ปี บริบรูณ์ ก็จะขอความเห็นชอบ หรือคำอนุญาตจากผู้แทนโดยชอบธรรม หรือผู้ปกครองของผู้เยาว์ตามความในมาตรา 21 เพื่อทำพินัยกรรมไม่ได้ด้วย การทำพินับกรรมไม่อยู่ในความหมายตามมาตรา 21