บุคคลวิกลจริต

มาตราสำคัญ   30

สรุปย่อสาระสำคัญ

1. ความสามารถในการทำนิติกรรมของบุคคลวิกลจริต

  • ตามมาตรา 30 บัญญัติว่า “การใด ๆ อันบุคคลวิกลจริตซึ่งศาลยังมิได้สั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถได้กระทำลง การนั้นจะเป็นโมฆียะต่อเมื่อได้กระทำในขณะที่บุคคลนั้นจริตวิกลอยู่ และคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้รู้แล้วด้วยว่าผู้กระทำเป็นคนวิกลจริต” หมายความว่า
    • คำว่า การใด ๆ หมายถึง นิติกรรมตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 149  ไม่ว่าจะเป็นนิติกรรมฝ่ายเดียว หรือเป็นนิติกรรม 2 ฝ่าย ที่บุคคลวิกลจริตได้ทำไป เช่นเดียวกับความหมายตามมาตรา 21
      • แม้มาตรานี้จะใช้คำว่า การใด ๆ ซึ่งตามตัวอักษรหมายถึง การกระทำต่าง ๆ ที่ไม่เป็นนิติกรรมด้วย แต่ในข้อความถัดไปบัญญัติให้การใด ๆ นั้น เป็นโมฆียะ ซึ่งมีแต่นิติกรรมเท่านั้นที่เป็นโมฆียะได้ การใด ๆ ในข้อความนี้ จึงหมายถึงเฉพาะนิติกรรมเท่านั้น
    • คำว่า อันบุคคลวิกลจริต หมายถึง บุคคลที่มีกิริยา หรือการประพฤติ หรือการปฏิบัติ หรือสติปัญญา ที่แตกต่างไปจากบุคคลทั่วไป
      • คำว่า วิกล มีความหมายว่า แตกต่าง หรือแปลกไป
      • คำว่า จริต มีความหมายว่า กิริยา หรือการประพฤติ หรือการปฏิบัติ หรือสติปัญญา
      • คำว่า วิกลจริต จึงไม่ได้มีความหมายแต่เพียงว่า สติปัญญาผิดไปจากคนปกติทั่วไป หรือที่เรียกว่า เป็นบ้า เท่านั้น แต่ยังมีความหมายรวมถึง คนที่เป็นโรคสมองฝ่อ มีภาวะความจำเสื่อม จนจำไม่ได้ หรือไม่รู้ว่าตนเองเป็นใคร หรือไม่เข้าใจเกี่ยวกับการกระทำของตนเองว่าทำสิ่งใดไปและมีความหมายอย่างไร หรือคนที่ไม่ได้สติอยู่ในภาวะที่เรียกว่า โคม่า หรือเป็นอัมพฤกษ์จนไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ต้องมีบุคคลอื่นช่วยเหลือทำกิจกรรมต่าง ๆ ให้แทน บุคคลดังกล่าวก็ถือว่า มีกิริยา หรือการประพฤติ หรือการปฏิบัติที่แตกต่างไปจากคนทั่วไปด้วยเช่นเดียวกัน แม้ว่าบุคคลนั้นจะมีระดับสติปัญญาเหมือนคนปกติทั่วไปก็ตาม ในกรณีนี้จึงเพ็งเล็งว่า บุคคลนั้นเป็นคนที่ไม่สามารถทำการงานต่าง ๆ ได้ด้วยตนเอง จะต้องมีบุคคลอื่นมาช่วยทำกิจกรรมต่าง ๆ แทนให้เสมอ หรือไม่
    • คำว่า ซึ่งศาลยังมิได้สั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ หมายถึง บุคคลวิกลจริตนั้นคู่สมรส หรือญาติพี่น้อง หรือบุคคลตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 28 ยังไม่ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้บุคคลวิกลจริตนั้น เป็นคนไร้ความสามารถมาตรา 28
    • คำว่า ได้กระทำลง หมายถึง บุคคลวิกลจริตนั้นได้ไปทำนิติกรรมต่าง ๆ แสดงว่า บุคคลวิกลจริตนั้นยังมีความสามารถที่จะกระทำการ หรือทำนิติกรรมต่าง ๆ ได้อยู่ หากบุคคลวิกลจริตนั้นเป็นคนที่นอนไม่ได้สติ หรือที่เรียกว่า อยู่ในภาวะโคม่า หรือเป็นอัมพาต หรือเป็นอัมพฤกษ์จนไม่สามารถขยับร่างกายได้แล้ว บุคคลวิกลจริตนั้นก็คงไม่สามารถทำนิติกรรมต่าง ๆ ตามความหมายในข้อนี้ได้
    • คำว่า การนั้นจะเป็นโมฆียะต่อเมื่อ หมายถึง นิติกรรมที่บุคคลวิกลจริตได้ทำไปนั้นจะเป็นโมฆียะก็ต่อเมื่อเข้าเงื่อนไขในข้อความถัดไปเสียก่อน อันแสดงว่านิติกรรมที่บุคคลวิกลจริตได้ทำไปนั้น ปกติแล้วไม่ถือว่านิติกรรมนั้นเป็นโมฆียะ แตกต่างจากนิติกรรมที่ผู้เยาว์กระทำไปโดยปราศจากความยินยอมของผู้แทนโดยชอบธรรมตามมาตรา 21 ซึ่งถือว่านิติกรรมนั้นเป็นโมฆียะเสมอ
    • คำว่า ได้กระทำในขณะที่บุคคลนั้นจริตวิกลอยู่ และคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้รู้แล้วด้วยว่าผู้กระทำเป็นคนวิกลจริต หมายถึง นิติกรรมที่บุคคลวิกลจริตได้ทำไปนั้น จะเป็นโมฆียะ ก็ต่อเมื่อเข้าเงื่อนไขทั้งสองประการก่อนเสมอ เงื่อนไข 2 ประการ คือ
      • 1. ได้กระทำในขณะที่บุคคลนั้นจริตวิกลอยู่ คือ นิติกรรมนั้นจะต้องทำในขณะที่บุคคลนั้นยังวิกลจริต หรือมีกิริยา หรือการประพฤติ หรือการปฏิบัติหรือสติปัญญาที่แตกต่างจากบุคคลทั่วไป
        • ซึ่งตามความหมายในมาตรานี้ไม่ได้จำกัดว่า บุคคลวิกลจริตนั้น จะต้องมีความวิกลจริต หรือมีกิริยา หรือการประพฤติ หรือการปฏิบัติ หรือระดับสติปัญญาแตกต่างจากบุคคลทั่วไปอยู่ตลอดเวลาเท่านั้น บุคคลนั้นจึงอาจมีความวิกลจริต หรือมีกิริยา หรือการประพฤติ หรือการปฏิบัติ หรือสติปัญญาแตกต่างจากบุคคลทั่วไป เป็นบางเวลาก็ได้ เพียงแต่ในเวลาที่บุคคลนั้นวิกลจริต หรือมีกิริยา หรือการประพฤติ หรือการปฏิบัติ หรือสติปัญญาที่แตกต่างจากบุคคลทั่วไป บุคคลนั้นไม่สามารถจัดการงานต่าง ๆ ได้เหมือนคนปกติทั่วไป จะต้องมีบุคคลอื่นมาช่วยจัดการ หรือช่วยทำแทนให้เสมอ ก็อยู่ในความหมายตามมาตรานี้เช่นกัน
        • คำว่า จริตวิกล  เป็นลักษณะการเขียนแบบภาษาอังกฤษ คือ ต้องแปลความจากคำหลังมาคำหน้า แต่ก็มีความหมายว่า วิกลจริต เช่นเดียวกัน
      • 2. คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้รู้แล้วด้วยว่าผู้กระทำเป็นคนวิกลจริต คือ ผู้เข้าทำนิติกรรมด้วย หรือคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งได้รู้ในขณะทำนิติกรรมนั้นเอง หรือรู้มาก่อนแล้วว่าบุคคลนั้นเป็นคนวิกลจริต มีกิริยา หรือการประพฤติ หรือการปฏิบัติ หรือสติปัญญาที่แตกต่างจากบุคคลทั่วไป ไม่ว่าบุคคลนั้นจะรู้เอง หรือมีบุคคลอื่นมาบอก หรือรู้จากสิ่งอื่น หรือรู้จากสื่ออย่างอื่น ก็อยู่ในความหมายนี้ทั้งสิ้น
    • เมื่อครบเงื่อนไขทั้งสองประการดังกล่าวแล้ว นิติกรรมที่บุคคลวิกลจริตทำกับบุคคลอื่นนั้น จึงจะเป็นโมฆียะ ตามความหมายในมาตรานี้ หากมีเพียงเงื่อนไขใดเงื่อนหนึ่ง นิติกรรมที่บุคคลวิกลจริตทำกับบุคคลอื่นนั้น ย่อมไม่เป็นโมฆียะ และมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย