1. ดอกเบี้ย
มาตราสำคัญ 7
สรุปย่อสาระสำคัญ
1.1 ตามมาตรา 7 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กัน และมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรม หรือโดยบทกฎหมายอันชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราร้อยละสามต่อปี” หมายความว่า
-
- คำว่า ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กัน หมายถึง จะต้องเสียดอกเบี้ยตามคำพิพากษาซึ่งในปัจจุบันคงมีมูลหนี้ที่นำมาฟ้องร้องเพื่อเรียกดอกเบี้ยเป็นคดีแพ่ง อยู่หลายประเภท นอกเหนือจากคดีนิติกรรมหรือสัญญา คดีละเมิด คดีเกี่ยวกับทรัพย์สิน และคดีครอบครัวมรดก
- คำว่า และมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรม หมายถึง นิติกรรมหรือสัญญานั้นมีข้อกำหนดในเรื่องอัตราดอกเบี้ยเอาไว้ แต่ไม่ใช่หมายความว่า จะสามารถกำหนดกันไว้ในนิติกรรมหรือสัญญาอย่างไรก็ได้ แล้วก็จะสามารถบังคับกันได้ตามนั้น เป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง การกำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้ในนิติกรรมหรือสัญญานั้น คู่สัญญาสามารถกำหนดอัตราดอกเบี้ยได้ไม่เกินอัตราที่ระบุเอาไว้ในกฎหมายเท่านั้น ซึ่งตามป.พ.พ. นอกจากมาตรานี้แล้ว คงมีการกำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้ในมาตรา 224 ในเรื่องหนี้ และมาตรา 654 ในเรื่องการกู้ยืมเงินซึ่งให้คิดดอกเบี้ยกันได้ไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี
- ดังนั้นการคิดดอกเบี้ยตามป.พ.พ. คู่สัญญาหรือคู่ความคงเรียกดอกเบี้ยแก่กันได้ใน 2 แบบ คือ ร้อยละ 3 ต่อปี สำหรับการคิดดอกเบี้ยตามมูลหนี้ในป.พ.พ. ทั้งหมด และอัตราไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี เฉพาะในเรื่องกู้ยืมเงินเพียงเรื่องเดียวเท่านั้น
- คำว่า โดยบทกฎหมายอันชัดแจ้ง หมายถึง มาตรา 654 และกฎหมายอื่น ๆ ที่กำหนดอัตราดอกเบี้ยเอาไว้เป็นอย่างอื่น เช่น พ.ร.บ.ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน พ.ศ. 2523
- คำว่า ให้ใช้อัตราร้อยละสามต่อปี หมายถึง ให้คิดดอกเบี้ยสูงสุดได้ไม่เกินร้อยละ 3 ต่อปี ถือเป็นอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานของป.พ.พ. ที่นำไปใช้ในการคิดดอกเบี้ยแก่กันทุกเรื่อง ยกเว้นเรื่องการกู้ยืมเงินตามมาตรา 654 เพียงเรื่องเดียวเท่านั้น นอกจากนี้ยังถือเป็นอัตรามาตรฐานที่ศาลนำไปใช้ในการกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่ต้องใช้ให้แก่กันตามคำพิพากษาในกรณีอื่น ๆ ด้วย ไม่ได้ใช้เฉพาะในคดีแพ่งเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
1.2 ตามมาตรา 7 วรรคสอง บัญญัติว่า “อัตราตามวรรคหนึ่งอาจปรับเปลี่ยนให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจของประเทศไทยได้ โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา โดยปกติให้กระทรวงการคลังพิจารณาทบทวนทุกสามปี ให้ใกล้เคียงกับอัตราเฉลี่ยระหว่างอัตราดอกเบี้ยเงินฝากกับอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของธนาคารพาณิชย์” หมายความว่า
-
-
คำว่า อัตราตามวรรคหนึ่งอาจปรับเปลี่ยนให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจของประเทศไทยได้ โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา หมายถึง อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 3 ต่อปี ตามมาตรา 7 วรรคหนึ่งนี้ รัฐบาลสามารถแก้ไขอัตราดอกเบี้ยตามมาตรา 7 วรรคหนึ่งนี้ได้เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจของประเทศ โดยออกเป็นพระราชกฤษฎีกาไม่จำต้องทำเป็นพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมป.พ.พ.
-
2. เหตุสุดวิสัย
มาตราสำคัญ 8
สรุปย่อสาระสำคัญ
2.1 ตามมาตรา 8 บัญญัติว่า “คำว่า “เหตุสุดวิสัย” หมายความว่า เหตุใด ๆ อันจะเกิดขึ้นก็ดี จะให้ผลพิบัติก็ดี ไม่มีใครจะป้องกันได้ แม้ทั้งบุคคลผู้ต้องประสบหรือใกล้จะต้องประสบเหตุนั้นจะได้จัดการระมัดระวังตามสมควร อันพึงคาดหมายได้จากบุคคลนั้นในฐานะเช่นนั้น” หมายความว่า
-
- คำว่า เหตุใด ๆ อันจะเกิดขึ้นก็ดี จะให้ผลพิบัติก็ดี ไม่มีใครจะป้องกันได้ หมายถึง ภัยพิบัติที่เกิดจากธรรมชาติเท่านั้น เช่น น้ำท่วม แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด คลื่นยักษ์ อุกกาบาต มีแต่เหตุภัยพิบัติที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเท่านั้น ที่ในปัจจุบันมนุษย์ยังไม่สามารถหาทางป้องกันได้ ดังนั้นเหตุสุดวิสัยตามมาตรานี้ จึงหมายความเพียงเหตุภัยพิบัติที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติเท่านั้น
- เหตุสุดวิสัยตามมาตรานี้นำไปใช้ในทุกลักษณะตามป.พ.พ. และกฎหมายอื่นด้วย นอกจากนี้ศาลยังนำเหตุสุดวิสัยตามมาตรานี้ไปใช้ในเรื่องอื่น ๆ ด้วย ไม่ได้ใช้เฉพาะในคดีแพ่งเท่านั้น
