คำพิพากษาศาลฎีกา ปี 2568

คำพิพากษาฎีกาที่  324/2568  (ประชุมใหญ่)

ป.วิ.อ.  มาตรา 2 (4),  5 (2),  30,  44/1

เมื่อผู้ตายมีส่วนประมาทจึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยสำหรับความผิดข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) โจทก์ร่วมซึ่งเป็นภริยาของผู้ตายย่อมไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้ตายและไม่มีอำนาจเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการตาม ปวิ.อ. มาตรา 5 (2) และมาตรา 30 โจทก์ร่วมจึงไม่อาจใช้สิทธิฎีกาในคดีส่วนอาญาได้ เพราะมิใช่คู่ความ แต่คดีนี้โจทก์ร่วมยื่นฎีกาและยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงในส่วนคดีอาญา และมีคำสั่งรับฎีกาของโจทก์ร่วม ซึ่งเป็นการสั่งแทนศาลฎีกาและศาลฎีกามีคำวินิจฉัยและคำสั่งในคดีส่วนอาญาแล้ว กรณีจึงถือว่าคดีส่วนอาญาขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีส่วนแพ่ง โดยโจทก์ร่วมซึ่งเป็นภริยาของผู้ตายเป็นผู้เสียหายในทางแพ่งยังคงมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1

คำพิพากษาฎีกาที่  332/2568  (ประชุมใหญ่)

ป.พ.พ.  มาตรา 193/33 (4)

ป.วิ.พ.  มาตรา  142 (5)

พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค  มาตรา  7,  26 

ปัญหาเกี่ยวกับเรื่องอายุความในคดีแพ่งมิใช่ข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลจะยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา  142 (5) ประกอบ พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 แต่เป็นเรื่องที่จำเลยจะต้องให้การต่อสู้คดีไว้ และหากศาลเห็นว่าคำให้การดังกล่าวไม่ถูกต้องหรือขาดสาระสำคัญบางเรื่อง ศาลอาจมีคำสั่งให้จำเลยแก้ไขคำให้การในส่วนนั้นให้ถูกต้องหรือชัดเจนขึ้นก็ได้ตาม พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 26 ทั้งประเด็นข้อพิพาทย่อมเกิดจากคำฟ้องและคำให้การ ซึ่งตามคำให้การของจำเลยเกี่ยวกับอายุความนั้น จำเลยให้การว่า โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระค่าบริการสาธารณะ/ค่าสาธารณูปโภคส่วนกลางประจำปี 2553 ถึงปี 2562 จำนวน 135,240 บาท โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องเอาจากจำเลย เป็นกรณีฟ้องเกินกว่า 5 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (4) ดังนั้นค่าเสียหายในส่วนนี้จึงขาดอายุความ คำให้การของจำเลยเป็นการแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่าจำเลยยกอายุความขึ้นปฏิเสธคำฟ้องของโจทก์แล้ว ทั้งจำเลยยังได้แสดงเหตุแห่งการขาดอายุความด้วยว่าคดีโจทก์ขาดอายุความเมื่อใด นับแต่วันใดถึงวันฟ้อง คดีโจทก์ขาดอายุความ 5 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (4) คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ส่วนปัญหาว่าคดีขาดอายุความเรื่องใด อย่างไร เป็นเรื่องที่ศาลจะวินิจฉัยยกบทบัญญัติของกฎหมายขึ้นปรับให้ถูกต้องได้

คำพิพากษาฎีกาที่  401/2568  

ป.พ.พ.  มาตรา  391,  573

ข้อเท็จจริงปรากฏตามที่โจทก์ฟ้องและนำสืบว่า จำเลยที่ 1 มิได้ปฏิบัติการชำระหนี้ตามสัญญา โดยผิดนัดตั้งแต่งวดที่ 6 เป็นต้นมา จากนั้นวันที่ 28 มีนาคม 2557 จำเลยที่ 1 ก็ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 มีข้อพิพาทโต้แย้งในส่วนที่เกี่ยวกับรถยนต์ที่เช่าซื้อกันแต่อย่างใด  ข้อเท็จจริงที่ได้ความแสดงให้เห็นพฤติการณ์ที่ไม่ชำระค่าเช่าซื้อว่าเป็นเพราะจำเลยที่ 1 ไม่สามารถชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์ได้ และการที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ภายหลังผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อติดต่อกันเป็นจำนวน 3 งวด บ่งชี้ถึงเจตนาที่แสดงออกมาด้วยว่าจำเลยที่ 1 ต้องการจะเลิกสัญญาเช่าซื้อ เช่นนี้แม้จำเลยที่ 1 ได้ชื่อว่าเป็นลูกหนี้ผิดไม่ชำระค่าเช่าซื้อ จำเลยที่ 1 ก็ยังบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อต่อโจทก์ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 573 ที่บัญญัติว่า ผู้เช่าจะบอกเลิกสัญญาในเวลาใดเวลาหนึ่งก็ได้ด้วยส่งมอบทรัพย์สินกลับคืนให้แก่เจ้าของโดยเสียค่าใช้จ่ายของตนเอง อันเป็นบทบัญญัติกำหนดสิทธิและวิธีบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยผู้เช่าซื้อไว้เป็นการเฉพาะนอกจากการเลิกสัญญาตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. บรรพ 2 ลักษณะ 2 สัญญา หมวด 4 และตามมาตรา 573 ที่บัญญัติกำหนดสิทธิและวิธีการบอกเลิกสัญญาโดยผู้เช่าซื้อ มิได้บัญญัติให้สิทธิเฉพาะผู้เช่าซื้อซึ่งยังไม่ผิดนัดเท่านั้น ผู้เช่าซื้อแม้ผิดนัดชำระหนี้แล้วก็อาจใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาตามมาตรานี้ได้ แต่การใช้สิทธิเลิกสัญญาของผู้เช่าซื้อซึ่งผิดนัดชำระหนี้ หากระทบกระทั่งถึงสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายของผู้ให้เช่าซื้อตามข้อตกลงในสัญญาหรือตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคสี่ แต่อย่างใด

คำพิพากษาฎีกาที่  719/2568  (ประชุมใหญ่)

ป.อ.  มาตรา  18  (5),  33  (1) 

พ.ร.บ. คนเข้าเมือง  มาตรา  64  สรรคหนึ่ง 

การที่จำเลยใช้รถยนต์เก๋งของกลางไปจอดรอบนดอยผาหมี ซึ่งเป็นภูเขาและเป็นแนวชายแดนของราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา แล้วรับคนต่างด้าวที่เพิ่งเดินลัดเลาะมาจากภูเขาฝั่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาผ่านช่องทางธรรมชาติเข้ามาในราชอาณาจักรไทยหลบหนีไปทันที แสดงให้เห็นถึงการติดต่อนัดหมายวางแผนกันกับคนต่างด้าวไว้เป็นอย่างดีมาก่อน โดยจำเลยไปรอคอยและใช้รถยนต์เก๋งในการพาคนต่างด้าวหลบหนีเพื่อให้เกิดความสะดวกในการกระทำความผิดทำให้การลักลอบนำพาคนต่างด้าวหลบหนีมีความแนบเนียนเสมือนเป็นการโดยสารรถยนต์ทั่วไป เพื่อให้พ้นการจับกุม พฤติการณ์ในการใช้รถยนต์เก๋งของกลางของจำเลยในขณะกระทำความผิดตามฟ้องจึงไม่ใช่เป็นเพียงใช้เป็นพาหนะโดยสารโดยทั่วไป หากแต่เป็นการใช้ในการกระทำความผิดโดยตรงอันควรริบตาม ป.อ. มาตรา 33 (1)

คำพิพากษาฎีกาที่  875/2568 

ป.อ. มาตรา  3 (1)

ป.วิ.อ มาตรา  195 วรรคสอง,  225

ป.ยาเสพติด  มาตรา  180

พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดียาเสพติด มาตรา  3

พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปราบผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด  มาตรา  9,  10,  11,  12    

จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าพนักงานกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตามพ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด โดยกฎหมายใหม่ ตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 180 ยังคงบัญญัติให้ระวางโทษสมาชิกสภาท้องถิ่นที่กระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด เป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเช่นเดียวกัน ซึ่งคำว่า “โทษที่กำหนดสำหรับความผิดนั้น” ก็คือโทษตามป.ยาเสพติด ซึ่งเป็นคุณกว่ากฎหมายเดิม อย่างไรก็ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 12 บัญญัติว่า การกำหนดโทษจำคุกที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดตามมาตรา 9 มาตรา 10 หรือมาตรา 11 ให้กำหนดโทษจำคุกอย่างสูงได้ไม่เกิน 50 ปี แตกต่างจาก ป.ยาเสพติด มาตรา 180 ซึ่งไม่ได้กำหนดโทษจำคุกขั้นสูงไว้ ดังนั้น กฎหมายเดิมและกฎหมายใหม่ ต่างมีส่วนที่เป็นคุณและเป็นโทษอยู่ด้วย จึงต้องนำมาปรับบทลงโทษจำเลยที่ 2 เฉพาะในส่วนที่เป็นคุณระคนปนกันไป ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และพ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 ส่วนจำเลยที่ 1 แม้มิได้ร้องขอให้ศาลกำหนดโทษใหม่ด้วย  แต่เมื่อความปรากฏต่อศาลว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 และกำลังรับโทษอยู่ ศาลฎีกาย่อมกำหนดโทษใหม่สำหรับจำเลยที่ 1 ด้วยได้ ตาม ป.อ. มาตรา 3 (1)

คำพิพากษาฎีกาที่  1546/2568 

ป.อ. มาตรา  339

ป.วิ.อ มาตรา  176,  192  วรรคท้าย

ความผิดตาม ป.อ. มาตรา 339 แม้จำเลยให้การรับสารภาพและจำเลยไม่สืบพยาน ก็ไม่อาจพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานนี้ได้ ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 แต่กลับปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นว่า โจทก์แถลงไม่ติดใจสืบพยาน โจทก์จึงไม่มีพยานหลักฐานที่จะให้ศาลฟังลงโทษจำเลยในความผิดฐานชิงทรัพย์โดยมีอาวุธตามฟ้องได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย  แม้จำเลยมิได้ยกขึ้นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ อีกทั้งแม้ความผิดฐานชิงทรัพย์เป็นความผิดที่รวมการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์อยู่ด้วยก็ตาม แต่เมื่อปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นว่า ศาลอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังแล้วจำเลยให้การรับสารภาพข้อหาตามฟ้องโจทก์ตามบันทึกคำให้การที่สักขีพยานบันทึกไว้ โจทก์และจำเลยแถลงว่าไม่ติดใจสืบพยาน คดีเสร็จการพิจารณา ดังนั้น ข้อเท็จจริงอันเป็นการกระทำของจำเลยที่โจทก์อ้างว่าเป็นความผิด ก็มีเพียงเท่าที่โจทก์กล่าวอ้างในฟ้อง หาได้มีข้อเท็จจริงตามที่พิจารณาได้ความแต่อย่างใดไม่ จึงไม่อาจนำ ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย มาใช้บังคับเพื่อให้ศาลลงโทษจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์โดยมีอาวุธดังที่โจทก์ฎีกาได้

คำพิพากษาฎีกาที่  1750/2568 

ป.อ. มาตรา  71,  335,  336 ทวิ

ป.วิ.อ มาตรา  39 (2),  40,  46,  195,  225

ความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 335 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นความผิดที่ระบุไว้ใน ป.อ. มาตรา 71วรรคสอง บัญญัติว่า ความผิดดังกล่าวถ้าเป็นการกระทำที่ผู้สืบสันดานกระทำต่อผู้บุพการี แม้กฎหมายมิได้บัญญัติให้เป็นความผิดอันยอมความได้ ก็ให้เป็นความผิดอันยอมความได้ แม้ศาลชั้นต้นจะพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 336 ทวิ มาด้วย แต่มาตรา 336 ทวิ เป็นบทบัญญัติถึงเหตุที่จะทำให้ผู้กระทำความผิดอาญา มาตรา 335 ต้องระวางโทษหนักขึ้นกว่าที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้น ๆ กึ่งหนึ่ง หาใช่เป็นความผิดอีกบทหนึ่งต่างหากจากบทมาตราดังกล่าวไม่ การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 จึงเข้าหลักเกณฑ์ตาม ป.อ. มาตรา 71 วรรรคสอง แล้ว เมื่อผู้เสียหายขอถอนคำร้องทุกข์ในส่วนข้อหาร่วมกันกันลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะสำหรับจำเลยที่ 1 แล้ว สิทธิการนำคดีอาญาในความผิดฐานดังกล่าวมาฟ้องจำเลยที่ 1 ย่อมเป็นอันระงับไป ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) และการที่ผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ย่อมเป็นผลให้คำขอในส่วนแพ่งสำหรับความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะที่โจทก์ขอให้จำเลยที่ 1 ร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย 950 บาท ตกไปด้วย แม้จำเลยที่ 1 มิได้หยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

คำพิพากษาฎีกาที่  1856/2568 

ป.พ.พ.  มาตรา  193/12,  193/30,  448  วรรคหนึ่ง

ป.วิ.อ.  มาตรา  85  วรรคสาม

พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่  มาตรา  5  วรรคหนึ่ง

โจทก์ฟ้องจำเลยในฐานะหน่วยงานของรัฐให้รับผิดในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 5 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 จึงไม่อาจนำบทบัญญัติอายุความเรื่องละเมิดตามมาตรา 448 วรรคหนึ่ง แห่ง ป.พ.พ. ซึ่งใช้บังคับแก่กรณีผู้เสียหายฟ้องผู้กระทำละเมิดหรือผู้ร่วมรับผิดกับผู้กระทำละเมิดให้ร่วมกันรับผิดในผลแห่งละเมิดตาม ป.พ.พ. มาปรับใช้แก่คดีนี้ได้ เมื่อพ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ไม่ได้บัญญัติอายุความกรณีความรับผิดของหน่วยงานของรัฐตามมาตรา 5 วรรคหนึ่ง ไว้โดยเฉพาะ จึงต้องนำกำหนดอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 มาใช้บังคับแก่คดี และการนับอายุความนั้นให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไปตามมาตรา 193/12 การยึดรถยนต์ในคดีนี้เป็นการยึดไว้เป็นของกลางในคดีอาญาขณะรถยนต์ของกลางอยู่ในความครอบครองของโจทก์ ป.วิ.อ. มาตรา 85 วรรคสาม บัญญัติให้เจ้าพนักงานมีอำนาจยึดไว้จนกว่าคดีถึงที่สุด เมื่อเสร็จคดีแล้วก็ให้คืนแก่ผู้ต้องหาหรือผู้อื่นซึ่งมีสิทธิเรียกร้องขอคืนสิ่งของนั้น เว้นแต่ศาลจะสั่งเป็นอย่างอื่น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า คดีที่พนักงานอัยการยื่นฟ้องโจทก์กับพวกเป็นคดีอาญาต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่ คดีถึงที่สุดเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2563 ดังนี้ ขณะที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องให้เจ้าพนักงานผู้ยึดคืนรถยนต์ของกลางให้แก่โจทก์จึงต้องเริ่มนับถัดจากวันที่คดีถึงที่สุด คือ ตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2563 เป็นต้นไป นับแต่วันดังกล่าวจนถึงวันที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ในวันที่ 16 เมษายน 2564 ยังไม่เกินสิบปื คดีโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ

คำพิพากษาฎีกาที่  2047/2568   

ป.อ.  มาตรา  33  

รถจักรยานยนต์ของกลางที่จำเลยใช้ขับในขณะเสพเมทแอมเฟตามินด้วยความเร็วสูงในลักษณะแซงซ้ายขวาไปมาปาดหน้ารถคันอื่นในระยะกระชั้นชิดโดยไม่ได้ให้สัญญาณใด ๆ ฝ่าฝืนสัญญาณจราจรไฟสีแดง ไม่ยอมหยุดจนเกือบเฉี่ยวชนกับรถที่สัญจรไปมาตามทางเดินรถ พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยและความเดือดร้อนของผู้อื่น แม้ไม่ปรากฏว่ามีความเสียหายเกิดขึ้นแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้ใด ก็ถือเป็นเรื่องร้ายแรง รถจักรยานยนต์ของกลางเป็นทรัพย์ที่จำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิดโดยตรง อันเป็นทรัพย์ที่สมควรริบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓ (๑)

คำพิพากษาฎีกาที่  2614/2568  (ประชุมใหญ่)

ป.อ.  มาตรา  90,  91

จำเลยทั้งสามกระทำความผิดฐานร่วมกันกระทำการเป็นอั้งยี่ ฐานร่วมกันเป็นช่องโจร และฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ย่อมเป็นความผิดสำเร็จแล้วตั้งแต่มีการสมคบวางแผนเพื่อกระทำการอันเป็นความผิด แม้ยังมิได้มีการกระทำการตามที่สมคบกันก็ตาม จึงเป็นการกระทำความผิดกรรมหนึ่ง ต่อมาจำเลยทั้งสามกระทำความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น และฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปลอมหรือเป็นเท็จ แต่เป็นการกระทำความผิดที่เกิดขึ้นในภายหลังที่ความผิดทั้งสามฐานดังกล่าวสำเร็จไปแล้ว มิใช่กระทำต่อเนื่องเชื่อมโยงในคราวเดียวกัน และเป็นความผิดซึ่งสามารถแยกเจตนาและการกระทำต่างจาการกระทำความผิดทั้งสามฐานดังกล่าวได้ จึงเป็นการกระทำความผิดอีกกรรมหนึ่ง

คำพิพากษาฎีกาที่  2624/2568  

ป.วิ.พ.  มาตรา  177

พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค  มาตรา  14,  18 วรรคหนึ่ง,  29

  • จำเลยให้การต่อสู้ว่า จำเลยไม่เคยใช้บัตรเครดิตซื้อสินค้าหลายรายการในวันที่โจทก์แจ้งมาในใบแจ้งยอดหนี้ ซึ่งจำเลยได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจเพื่อให้สืบหาคนร้ายมาดำเนินคดีตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารท้ายคำให้การซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคำให้การมีข้อความว่ามีผู้ลักลอบนำข้อมูลบัตรเครดิตของจำเลยไปทำบัตรเครดิตปลอมและใช้ชำระค่าสินค้า เช่นนี้พอถือได้ว่าจำเลยให้การปฏิเสธว่าจำเลยไม่ได้ใช้บัตรชำระค่าสินค้าในวันดังกล่าว รายการใช้บัตรเครดิตเกิดจากมีผู้ลักลอบนำข้อมูลบัตรเครดิตของจำเลยไปทำบัตรเครดิตปลอมและใช้ชำระค่าสินค้าแล้ว
  •        ปัญหาว่ามีผู้ลักลอบนำข้อมูลบัตรเครดิตที่โจทก์ออกให้จำเลยไปทำบัตรเครดิตปลอมนำไปชำระค่าสินค้าหรือไม่ จำต้องพิจารณาก่อนว่าบัตรเครดิตที่โจทก์ออกให้จำเลยมีความปลอดภัยต่อการถูกคัดลอกข้อมูลเพื่อนำไปปลอมแปลงบัตรได้หรือไม่ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับการผลิต การประกอบ การออกแบบ หรือส่วนผสมของสินค้า การให้บริการ หรือการดำเนินการใด ๆ ซึ่งอยู่ในความรู้เห็นโดยเฉพาะของโจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจ โจทก์มีภาระการพิสูจน์ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.  2551 มาตรา 29
  •        จำเลยเป็นผู้บริโภคได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงในการดำเนินกระบวนพิจารณา ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.  2551 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง จำเลยชำระค่าส่งคำคู่ความในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกา ศาลฎีกาให้คืนแก่จำเลย

( มีคำพิพากษาบางส่วนที่น่าสนใจที่วินิจฉัยว่า   เมื่อโจทก์เป็นธนาคารพาณิชย์ ประกอบธุรกิจบัตรเครดิต  ซึ่งเป็นบัตรอิเล็กทรอนิกส์ออกให้แก่ลูกค้าเพื่อใช้จ่ายแทนเงินสดในการซื้อสินค้าและชำระค่าบริการต่าง ๆ โจทก์ย่อมมีหน้าที่ควบคุมและตรวจสอบการใช้บัตรเพื่อป้องกันการทุจริตอันเกิดจากการลักลอบนำข้อมูลจากบัตรเครดิตของลูกค้าไปทำบัตรเครดิตปลอมแล้วนำไปใช้ชำระค่าสินค้าหรือค่าบริการซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ในลักษณะและรูปแบบต่าง ๆ อันจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ลูกค้าธนาคารผู้ใช้บัตร ดังนี้ เมื่อมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับรายการใช้บัตรเครดิตว่าไม่ถูกต้องไม่ตรงความจริง ย่อมเป็นภาระหน้าที่โดยตรงของธนาคารผู้ออกบัตรเครดิต  ต้องดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและชี้แจงเหตุผลข้อโต้แย้งของลูกค้าผู้ใช้บัตรให้กระจ่างชัดถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น หากเป็นกรณีที่ลูกค้าต้องรับผิดก็ต้องแสดงเหตุผลให้ลูกค้าผู้ใช้บัตรทราบโดยละเอียดชัดแจ้งมิใช่ผลักภาระให้แก่ลูกค้าไปดำเนินการด้วยตนเอง โดยอ้างแต่เพียงว่าลูกค้าต้องรับผิดตามเงื่อนไขตามสัญญา ทั้งนี้เนื่องจากธนาคารผู้ออกบัตรเป็นผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิต ย่อมมีความเชี่ยวชาญต่อปัญหาต่าง ๆ ที่เคยเกิดขึ้นจากการใช้บัตรเครดิตและมีความพร้อมด้านบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีเกี่ยวกับบัตรเครดิตมากกว่าลูกค้าผู้ใช้บัตรเครดิตโดยเฉพาะกรณีที่มีการโต้แย้งจากลูกค้าผู้ใช้บัตรว่าไม่มีการใช้บัตรเครดิตชำระค่าสินค้าตามรายการที่ธนาคารเรียกเก็บ โดยไม่มีข้อระแวงสงสัยว่าเกิดจากการทุจริตจากลูกค้าผู้ใช้บัตรเครดิตเองดังเช่นกรณีนี้  ซึ่งเมื่อพิจารณาเปรียบเทียบลายมือชื่อผู้ใช้บัตรเครดิตในสำเนาเซลสลิปและสำเนาใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย จ.9 ถึง จ.11 เป็นลายมือเขียน ส่วนลายมือชื่อของจำเลยบนบัตรเครดิตที่โจทก์ออกให้แก่จำเลยตามสำเนาเอกสารหมาย ล.9 เป็นลายเซ็น มีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ไม่สามารถเปรียบเทียบได้ว่าเป็นลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกันหรือไม่ ย่อมเป็นข้อสันนิษฐานในเบื้องต้นได้ว่า  จำเลยมิได้เป็นผู้ใช้บัตรเครดิตดังกล่าวชำระค่าสินค้ารายการพิพาททั้ง 4 รายการ โจทก์ชอบที่จะต้องดำเนินการตรวจสอบตัวบุคคลผู้ใช้บัตรเครดิตชำระค่าสินค้ารายพิพาทว่าเป็นบุคคลใดมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์โดยเป็นบุคคลใกล้ชิดกับจำเลยหรือไม่ เพื่อแสดงให้เห็นว่าจำเลยมีส่วนทำให้บุคคลดังกล่าวนำบัตรเครดิตที่โจทก์ออกให้แก่จำเลยไปชำระค่าสินค้ารายการพิพาท ซึ่งโจทก์สามารถกระทำได้โดยง่ายโดยขอตรวจสอบภาพถ่ายผู้ใช้บัตรเครดิตจากกล้องโทรทัศน์วงจรปิดของร้านค้าผู้ขายสินค้าซึ่งเป็นคู่ค้าการใช้บัตรเครดิตของโจทก์ โดยนายพ. พยานโจทก์เบิกความยืนยันว่าร้านค้าได้บันทึกภาพไว้ แต่กลับได้ความจากนายพ. แต่เพียงว่าโจทก์ไม่สามารถขอหลักฐานภาพถ่ายจากกล้องวงจรปิดของร้านค้า โดยร้านค้าอ้างว่าโจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายต้องให้เจ้าพนักงานตำรวจเป็นผู้ดำเนินการร้องขอ โจทก์ก็มิได้ดำเนินการร้องขอให้เจ้าพนักงานตำรวจหรือให้จำเลยมาดำเนินการขอตรวจสอบหลักฐานดังกล่าวแต่อย่างใด  ในชั้นพิจารณาโจทก์ก็มิได้นำพยานบุคคลมาเบิกความยืนยันต่อศาลว่าโจทก์ได้ไปดำเนินการขอหลักฐานดังกล่าวจริงหรือไม่ และร้านค้าผู้ขายสินค้ารายการที่โจทก์เรียกเก็บมีระเบียบดังที่โจทก์อ้างจริงหรือไม่ ทั้งโจทก์มิได้ดำเนินการขอให้ศาลมีคำสั่งให้ร้านค้าส่งพยานหลักฐานดังกล่าวมาแสดงต่อศาลและไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ดำเนินการอื่นใดอีก อันเป็นข้อแสดงให้เห็นว่าโจทก์ได้ใช้ความพยายามที่จะพิสูจน์ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับตัวบุคคลผู้ใช้บัตรเครดิตซื้อสินค้ารายการพิพาทเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่จำเลยแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงจึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นผู้ใช้บัตรเครดิตซื้อสินค้ารายการพิพาท และรับฟังไม่ได้ว่ามีผู้อื่นนำบัตรเครดิตที่โจทก์ออกให้แก่จำเลยไปใช้ซื้อสินค้ารายการพิพาทโดยจงใจหรือความประมาทเลินเล่อของจำเลย หรือด้วยเหตุผลอื่นใดอันเป็นความรับผิดชอบของจำเลยตามข้อกำหนดและเงื่อนไขการใช้บัตรเครดิต เอกสารหมาย จ.3 ข้อ 11 จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ค่าบัตรเครดิตตามฟ้องต่อโจทก์) 

คำพิพากษาฎีกาที่  3133/2568

ป.อ.  มาตรา  1 (1) ,  90,  91,  341 

ป.วิ.พ.  มาตรา   142 (5)

ป.วิ.อ.  มาตรา  40 

จำเลยหลอกลวงโจทก์โดยแสดงข้อความอันเป็นเท็จ อธิบายขั้นตอนในการซื้อ การจองสลากกินแบ่งรัฐบาล เเนะนำวิธีการส่งให้แก่ผู้ค้าสลากกินแบ่งรัฐบาลรายอื่น จนกระทั่งโจทก์หลงเชื่อว่าจำเลยสามารถจัดหาสลากกินแบ่งรัฐบาลมาขายส่งให้แก่ผู้ค้าสลากกินแบ่งรัฐบาลและได้กำไร จึงเริ่มลงทุนกับจำเลยโดยการหลอกลวงแต่ละครั้ง จำเลยมักจะแวะเวียนมาพูดคุยหลอกลวงชักชวนที่ร้านค้าของโจทก์เป็นประจำ ในแต่ละงวดเมื่อจำเลยจัดหาสลากกินแบ่งรัฐบาลได้แล้ว จะแจ้งโจทก์ว่าได้สลากกินแบ่งรัฐบาลมาจำนวนกี่กล่อง ในราคาใบละกี่บาท หากนำไปขายต่อจะได้กำไรมาแบ่งกัน และถามโจทก์ว่าสนใจจะร่วมลงทุนเท่าใด บางครั้งเมื่อโจทก์ลงทุนไปแล้วจำเลยจะหลอกลวงโดยนำกำไรที่ได้จากการขายสลากกินแบ่งรัฐบาลและเงินลงทุนของโจทก์บางส่วนมามอบให้แก่โจทก์เพื่อสร้างความไว้ใจ และหลอกลวงให้โจทก์ลงทุนซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลในงวดถัดไปต่ออีก แสดงให้เห็นว่าการที่โจทก์มอบเงินให้แก่จำเลยในแต่ละครั้งนั้น เกิดจากการหลอกลวงของจำเลยในแต่ละครั้งแยกจากกัน โดยจำเลยจะแสดงข้อความอันเป็นเท็จในแต่ละครั้งว่ามีสลากกินแบ่งรัฐบาลจำนวนกี่กล่อง ตามพฤติการณ์แสดงให้เห็นเจตนาของจำเลยว่าประสงค์หลอกลวงโจทก์ในแต่ละครั้ง แยกต่างหากจากกัน โดยแต่ละครั้งจะแสดงข้อความหลอกลวงอันเป็นเท็จและจำนวนเงินที่แตกต่างกันไป การกระทำของจำเลยจึงสำเร็จและเสร็จสิ้นลง เมื่อโจทก์หลงเชื่อโอนเงินให้แก่จำเลยตามที่ถูกหลอกลวงในแต่ละครั้ง และในการกระทำแต่ละครั้งจำเลยสามารถยับยั้งการกระทำผิดได้เอง กรณีหาใช่เรื่องที่สืบเนื่องมาจากการกระทำของจำเลยในครั้งแรกโดยมีเจตนาเดียวกันเพื่อให้ได้รับเงินจากโจทก์ไม่ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

คำพิพากษาฎีกาที่  3270/2568

ป.วิ.อ.  มาตรา  245 

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) รวม 4 กระทง และกำหนดโทษจำคุกกระทงละตลอดชีวิต เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงจำคุกจำเลยตลอดชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 (3) จ๋าเลยอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ลงโทษจำเลยเบากว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดังนี้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่า จำเลยกระทำชำเราโจทก์ร่วมโดยมีอาวุธปืนหรือโดยใช้มีดเป็นอาวุธตามฟ้องจริง เป็นการวินิจฉัยโดยอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง มิได้วินิจฉัยเพราะจำเลยอุทธรณ์ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน เป็นอันถึงที่สุดตามมาตรา 245 วรรคสอง จำเลยไม่มีสิทธิฎีกาเป็นทำนองว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง แต่ประเด็นที่ว่าสมควรลงโทษจำเลยสถานเบาหรือไม่ยังไม่ถึงที่สุดเพราะจำเลยอุทธรณ์ จำเลยมีสิทธิฎีกาได้

คำพิพากษาฎีกาที่  6267/2568  (ประชุมใหญ่)

ป.อ.  มาตรา  91,  371

พ.ร.บ. อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน  มาตรา  8  ทวิ วรรคหนึ่ง,  72  ทวิ วรรคสอง 

พ.ร.บ. สถานบริการ  มาตรา  16/2,  28/2  วรรคสอง 

ความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควรกับความผิดฐานนำอาวุธปืนเข้าไปในสถานบริการ  แม้จำเลยกระทำความผิดดังกล่าวต่อเนื่องในคราวเดียวกัน แต่ก็เป็นการกระทำที่มีเจตนาและองค์ประกอบของการกระทำความผิดแตกต่างกันจึงสามารถแยกการกระทำแต่ละความผิดได้ ประกอบกับเจตนารมณ์ของกฎหมายตามพระราชบัญญัติสถานบริการฯ มุ่งคุ้มครองความปลอดภัยของผู้เข้าไปใช้บริการในสถานบริการ จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน