การใช้ การตีความกฎหมาย

มาตราสำคัญ    4  วรรคหนึ่ง

สรุปย่อสาระสำคัญ 

         การใช้กฎหมาย    มีความหมาย 2 ประการ คือ

  1. การออกกฎหมายมาใช้  หมายถึง การบัญญัติ หรือการตรากฎหมายต่าง ๆ
  2. การใช้กฎหมายกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น  หมายถึง
    • การปรับบทกฎหมาย หรือการนำกฎหมายแต่ล่ะมาตรา มาใช้บังคับหรือวินิจฉัยกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น หรือ
    • การเทียบเคียง (Analogy) บทบัญญัติในมาตราต่าง ๆ ที่ใกล้เคียงกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น เนื่องจากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นนั้นไม่มีบทบัญญัติโดยตรง

การตีความกฎหมาย  คือ  การแปลความ หรือการค้นหาความหมายของถ้อยคำที่บัญญัติไว้ในแต่ละมาตราของกฎหมาย

การตีความมีประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  มาตรา 4 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า 

            “กฎหมายนั้น ต้องใช้ในบรรดา ซึ่งต้องด้วยบทบัญญัติใด ๆ แห่งกฎหมายตามตัวอักษร หรือตามความมุ่งหมายของบทบัญญัตินั้น ๆ  “

      การตีความ   มี  2 ประเภท คือ

 1.  การตีความตามตัวอักษร

 2. การตีความตามความมุ่งหมายหรือตามเจตนารมณ์

      วิธีการตีความ   มี  2  ลักษณะ  คือ 

  1. การตีความกฎหมายทั่วไป  เช่น  กฎหมายแพ่ง  กฎหมายที่ดิน 
    • ต้องตีความตามตัวอักษรก่อน  แต่หากยังไม่สามารถค้นหาความหมายที่น่าจะถูกต้องได้  ก็จะใช้
    • การตีความตามเจตนารมณ์  สามารถดูได้จากหมายเหตุด้านท้ายพระราชบัญญัติหรือพระราชกำหนดฉบับนั้น ซึ่งจะระบุเหตุผลความจำเป็นที่ต้องตราพระราชบัญญัติหรือพระราชกำหนดฉบับนั้นขึ้นมา  เราสามารถนำมาใช้ค้นหาความมุ่งหมายของแต่ล่ะมาตราที่บัญญัติขึ้นได้ หรือดูผลจากการตีความว่า สามารถใช้บังคับอย่างเป็นธรรมแก่คู่ความทั้งสองฝ่ายได้หรือไม่ รวมทั้งจะสามารถใช้บังคับกับคดีที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างเป็นธรรมหรือไม่  หรือหากตีความแล้ว มีทั้งความหมายที่ใช้บังคับได้และความหมายที่ใช้บังคับไม่ได้ ก็จะต้องเลือกตีความตามความหมายที่ใช้บังคับได้เป็นสำคัญ   
    • การตีความกฎหมายทั่วไป  ไม่ต้องตีความโดยเคร่งครัด  สามารถตีความโดยใช้การขยายความหรือใช้การเทียบเคียงบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยื่งได้
  2. การตีความกฎหมายในทางอาญา  เช่น กฎหมายอาญา  กฎหมายยาเสพติด  กฎหมายป้องกันการค้ามนุษย์   
    • ต้องตีความตามตัวอักษรก่อน แต่เมื่อตีความตามตัวอักษรแล้ว ผลที่เกิดขึ้นไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น หรือทำให้เกิดการหลีกเลี่ยงกฎหมาย หรือเกิดความไม่เป็นธรรมขึ้นได้ ก็จะใช้
    • การตีความตามเจตนารมณ์  แต่
    • เนื่องจากกฏหมายในทางอาญากระทบสิทธิเสรีภาพของบุคคล  การตีความทั้งสองแบบ ต้องจึงต้องตีความโดยเคร่งครัด  หมายความว่า  ใช้การตีความตามความหมายปกติของตัวอักษรอย่างเคร่งครัด  แต่ก็ยังสามารถใช้การตีความโดยการขยายความได้ แต่ไม่สามารถใช้การตีความโดยการเทียบเคียงบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งได้  และการตีความตามเจตนารมณ์  ต้องไม่กว้างเกินไปกว่าความหมายตามปกติของถ้อยคำมากนัก