การอุดช่องว่างของกฎหมาย

มาตราสำคัญ    4  วรรคสอง

สรุปย่อสาระสำคัญ

การอุดช่องว่างของกฎหมาย คือ กรณีที่ไม่มีกฎหมายซึ่งใช้อยู่ในปัจจุบันจะนำมาปรับ หรือวินิจฉัยกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นได้  ตามที่ป.พ.พ. มาตรา 4 วรรคสอง บัญญัติว่า “เมื่อไม่มีบทกฎหมายที่จะยกมาปรับคดีได้ให้วินิจฉัยคดีนั้นตามจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่น ถ้าไม่มีจารีตประเพณีเช่นว่านั้นให้วินิจฉัยคดีอาศัยเทียบบทกฎหมายใกล้เคียงอย่างยิ่ง และถ้าบทกฎหมาย เช่นนั้นก็ไม่มีด้วย ให้วินิจฉัยตามหลักกฎหมายทั่วไป”

คำว่า ให้วินิจฉัยคดีอาศัยเทียบบทกฎหมายใกล้เคียงอย่างยิ่ง หมายถึง   บทบัญญัติในกฎหมายที่ใช้บังคับกับข้อเท็จจริงอื่นที่ใกล้เคียงกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในคดีที่กำลังวินิจฉัยอยู่

คำว่า  ให้วินิจฉัยตามหลักกฎหมายทั่วไป  หมายถึง  หลักกฎหมายโรมัน  ซึ่งในปัจจุบันอยู่ในรูปของสุภาษิตกฎหมาย  เช่น  สัญญาต้องเป็นสัญญา ( pacta sunt servanda ) กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา ( acta exteriora indicant interiora secreta ) ไม่มีความผิดถ้าไม่มีกฎหมายกำหนด ( nullum crimen sine lege ) ไม่มีโทษถ้าไม่มีกฎหมายกำหนด ( nulla poena sine lege )  ความยินยอมไม่เป็นละเมิด ( volenti non fit injuria ) ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน ( nemo dat qui non habet )  หลักกฎหมายทั่วไปเป็นแนวคิดที่นำมาบัญญัติเป็นกฎหมายแต่ล่ะมาตราที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน โดยมีการเพิ่มเติมหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในปัจจุบันมากขึ้น  ดังนั้น ป.พ.พ. มาตรา 4 วรรคสอง จึงบัญญัติให้นำหลักกฎหมายทั่วไปมาใช้วินิจฉัยคดีได้  ในกรณีที่ไม่มีกฎหมายฉบับใดบัญญัติไว้โดยตรง